ESTEE LAUDER New Dimension


สวัสดีค่ะ บล็อกใหม่วันนี้มาแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมาเมื่อราวๆปลายปีที่แล้ว
สำหรับสาวๆที่รักการคอนทัวร์หน้าให้ดูเรียวเล็กไม่ควรพลาดค่ะ

แพคเกจเรียบหรูดูดีแบบนี้ คือ Estee Lauder New Dimension Shape + Sculpt Face Kit
พาเล็ทสองเฉดสีที่ช่วยเนรมิตใบหน้าเรียวสวยได้รูปในทันที
ช่วยให้ผิวสว่างเปล่งประกายและสร้างโครงหน้าได้รูปและมีมิติ

และพาเล็ทเพื่อผิวรอบดวงตาหนึ่งเดียวที่จะช่วยให้ดวงตากลมโตมีมิติ
Estee Lauder New Dimension Shape + Sculpt Eye Kit
เป็น 2 พาเล็ทที่จะช่วยเรียกความมั่นใจให้ใบหน้าคุณสวยได้รูปในทุกมุมมองค่ะ

Estee Lauder New Dimension Shape + Sculpt Face Kit ราคา 1,600.-
ตลับนี้มาพร้อมผลิตภัณฑ์เนื้อครีมที่ช่วยสร้างโครงหน้าของเราได้อย่างสะดวกและง่ายดายเลยค่ะ
สีอ่อน คือ ไฮไลท์ที่สามารถเพิ่มมิติบนใบหน้าให้ดูนูนขึ้น
เพียงแค่แตะที่หน้าผาก โหนกแก้ม สันจมูก คาง และกระจับริมฝีปาก

ส่วนสีเข้มเป็นตัวช่วยในการคอนทัวร์เพิ่มโครงหน้าให้ดูลึกและชัดขึ้น
เพียงแค่ลงบริเวณกรอบหน้า เก็บบริเวณข้างมูกและปีกจมูกโครงหน้า v-shape ก็มาเหมือนเนรมิต

ผลิตภัณฑ์เนื้อครีม เกลี่ยง่าย สามารถลงได้ทั้งก่อนแต่งหน้า หรือเติมระหว่างวันได้โดยไม่เป็นคราบ
ฟองน้ำที่มีในตลับออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย เข้ามุมในส่วนต่างๆของใบหน้าได้เป็นอย่างดี
แต่หากใครไม่ถนัด จะใช้นิ้วมือหรือแปรงตามแต่ถนัดก็ได้ค่ะ

ตอนที่นุ่นไปลอง BA เค้าเติมให้บนหน้าที่มีเครื่องสำอางค์อยู่แล้วเรา
ปรากฎว่าไม่เป็นคราบอย่างที่เค้าเคลมไว้จริงๆค่ะ

อีกชิ้นคือ Estee Lauder  New Dimension Shape + Sculpt Eye Kit ราคา 1,350.-
ตัวช่วยเพิ่มมิติบริเวณดวงตาของเราในกรณีที่เราไม่ได้แต่งตาด้วยสีแน่นๆจัดๆ

ผลิตภัณฑ์สามช่องจากซ้ายไปขวาประกอบด้วย
ช่องที่ 1 เริ่มลงอาย ไพร์มเมอร์เนื้อครีม ใส ไม่มีสี ทั่วบริเวณดวงตาก่อน
ตามด้วยช่องที่ 2 ตรงกลาง ผลิตภัณฑ์เนื้อครีมประกายมุก บริเวณหัวตา และโหนกคิ้ว
ปิดท้ายด้วยการเพิ่มมิติดวงตาให้ดูลึกขึ้นด้วยช่องที่ 3 ขวาสุด ผลิตภัณฑ์เนื้อฝุ่นสีน้ำตาล ลงตามรูป
ทั้งนี้ขั้นตอนไม่ได้ตายตัวอะไรนะคะ แล้วแต่เราถนัดเลย

นุ่นลองลงตามรูปในคู่มือที่แนบมาในกล่องได้ประมาณนี้ ใบหน้าดูมีมิติแบบธรรมชาติ
ส่วนเรื่องความติดทนอยู่นานขึ้นอยู่กับสภาพผิวของ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนค่ะ
ราคาอาจสูงไปสักนิด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆคนไหนที่สนใจชิ้นนี้กันอยู่นะคะ
ท้ายที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าลืมไปลองสินค้าด้วยตัวเองก่อนนะคะ
บล็อกนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายค่า 🙂

GINO McCRAY Heritage Collection


สวัสดีค่า สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙ ขอให้เพื่อนๆทุกคนมีความสุขสดใสตลอดปีนะคะ Smiley

บล็อกใหม่วันนี้มีเครื่องสำอางค์ยกเซ็ทมาอัพเดทให้เกิดกิเลสกันค่าาา
มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรชวนเสียตังค์กันบ้างงง ^^

ทั้งหมดนี้มาจาก GINO McCRAY Heritage Collection ซึ่งแต่ละชิ้นน่าสนใจมากๆเลยค่ะ
บล็อกนี้จะสวอชสีให้ดูเป็นหลักนะคะ ผลการใช้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่ได้ใช้จริงจังเลยค่ะ
ไปดูกันว่าแต่ละชิ้น มีชิ้นไหนจะถูกใจเพื่อนๆกันบ้างนะคะ 🙂

ชิ้นแรกเป็นแป้ง CC Color Control Powder SPF30 PA++
แป้งเนื้อเนียนบาง ที่ช่วยปรับภาพรวมของผิวให้ดูนวลเนียน
ตัวนี้จากที่ลองจะไม่ได้ปกปิดมากนะคะ ควบคุมความมันได้ปานกลาง แค่ทำให้ผิวดูเนียนใสดี
ตลับเค้าจะค่อนข้างนิดนึง แต่น้ำหนักเบา วัสดุ มีชั้นเก็บพัฟแยกกับตัวแป้ง ป้องกันการเลอะได้ดีมากๆ
กระจกด้านในเต็มบาน ไม่หลอกตา แพคเกจโดยรวมดูสวยงาม เหมาะแก่การพกพาทีเดียวค่ะ

ชิ้นต่อมาคือ CC Collection Complete Cream SPF30 PA++
CC Cream เนื้อฟลูอิดที่เหลวมากๆ ทาแล้วปรับผิวให้ดูสว่างขึ้นเล็กน้อย
เหมาะกับคนที่ผิวดีอยู่แล้วนะคะ เพราะไม่ปกปิดอะไร
แต่ข้อเสียที่เจอคือเค้าไม่ทนน้ำ ทนเหงื่อเลย ไม่เหมาะกับการใช้ในวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้งนะคะ

ในคอลเลคชั่นนี้ก็มี Blusher มาด้วยกันสองสี คือ สีโทนพีชและโทนชมพู
ซึ่งสีน่ารักมากๆทั้งสองสีเลย เม็ดสีไม่จัดมาก มีความเป็นฝุ่นเล็กน้อย
แต่ทั้งสองสีปัดออกมาได้ลุคหวานๆ ใสๆ น่ารัก ดูอ่อนกว่าวัยมากๆค่ะ

สาวที่รักงานปากฉ่ำอวบอิ่มต้องไม่พลาด Luxury Gloss ในคอลเลคชั่นนี้นะคะ
เค้าทำสีออกมาสวยฉ่ำถึง 7 สีเลย มีทั้งแบบกลิตเตอร์ และเป็นเป็นกึ่งทินต์ค่ะ
ไปดูกันค่ะว่าแต่ละสีสวยชวนหยิบมาทาวันหลายๆรอบแค่ะไหน
**ต้องขออภัยตกหล่นสวอชสี 07 ไปค่ะ >.<

ด้านบนคือการทากลอสแบบเดี่ยวๆ ทั้งหมดนะคะ

ส่วนรูปด้านบนคือการใช้กลอสสี 01 ทาทับบนลิปสติกสีแดง บริเวณกึ่งกลางริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม
และใช้ลิปสติกสีชมพู ทับด้วยกลอสโทนชมพูเหลือบทอง เบอร์ 02 ค่ะ
การใช้กลอสร่วมกับลิปสติกสีต่างๆช่วยทำให้สีสันดูมีมิติชวนมองมากขึ้นเลยล่ะค่ะ

มาถึงเซ็ทสุดท้าย คือ Charming Lipstick ที่มีให้เลือกมากถึง 10 สีเลยค่ะ
ซึ่งทั้งหมดก็จะคุมโทนอยู่ที่ โทนส้ม โทนชมพู และโทนแดง
ภาพรวมดูใกล้เคียงกัน แต่สวอชแล้วก็มีความต่างของสีอยู่พอสมควร
เนื้อลิปสติกมีความเนียนลื่น และเนื้อสีไม่ได้เป็นพิ้กเมนท์ที่จัดจ้านมาก แต่ก็ให้สีที่ชัดสวยดี
ข้อเสียอย่างเดียวที่รู้สึกคือ กลิ่นน้ำหอมเค้าเยอะไปนิด ทาแล้วรู้สึกกลิ่นน้ำหอมเตะจมูกมา
ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นฉุนๆอาจต้องทำใจนิดนึงนะคะ ไปดูสีทั้งหมดกันดีกว่าค่ะ

หมดไปเรียบร้อยกับทั้ง 10 สี และทั้งหมดในคอลเลคชั่นนี้ ชอบชิ้นไหนกันบ้าง
หวังว่าพอจะเป็นแนวทางในการเลือกซื้อ หรือตัดสินใจในเบื้องต้นให้เพื่อนๆกันได้นะคะ
ส่วนเรื่องราคาค้องไปสอบถามที่ร้านกันดูนะคะ แต่แบรนด์นี้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาท
จัดเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าคุณภาพดี ในราคาที่ไม่สูงมาก และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้เลือกซื้อนะคะ
ชอบชิ้นไหน ถูกใจอะไร ต้องไปลองผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองกันอีกทีนะคะ จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นเนอะ


ท้ายสุดต้องขอขอบคุณแบรนด์ GINO McCRAY ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ได้ลองใช้แบบยกเซ็ตเลยนะคะ
รวมถึงเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาทักทายและพูดคุยกันที่บล็อกนี้ด้วยค่า 🙂

Review : HEME Silk Second Skin CC Cream


สวัสดีค่ะ วันนี้มาพบกันในโหมดรีวิวกันบ้าง หลังจากสวอชสี คสอ.มาหลายแบรนด์แล้ว
วันนี้ขอแนะนำแบรนด์น้องใหม่จากประเทศไต้หวันที่เพิ่งนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามารีวิวกันค่ะ
นั่นก็คือแบรนด์ HEME (เฮเม่) แบรนด์ที่โด่งดังในประเทศไต้หวัน
และบ้านเราก็มีตัวแทนจำหน่ายนำมาขายทางออนไลน์เรียบร้อย

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำนำมารีวิวตัวนี้ นุ่นลองใช้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว
ค้นพบว่าการใช้งานสะดวกมาก และค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้พอสมควรเลยค่ะ
นั่นก็คือ HEME Silk Second Skin CC Cream
ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการแต่งหน้านั่นเอง
ไปดูคุณสมบัติหลักๆของเค้ากันก่อนเลยนะคะ

คำเคลมจากทางแบรนด์

HEME Silk Second Skin CC Cream  (สีนู้ด) 

ซีซีครีมที่จะมอบสัมผัสบางเบาดุจแพรไหมผสานความชุ่มชื่นที่ลงตัว
พร้อมปรับสีผิว
ให้เนียนสม่ำเสมอประหนึ่งเป็นผิวที่ 2 ของคุณ
กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ลงตัวแบบ
CLEAN & SLEEK DESIGN
ไม่เหมือนใครด้วย High Density Sponge Puff Head

ฟองน้ำที่มีความหนาแน่นและให้สัมผัสนุ่มบนตัวหลอดซีซีครีม
ที่สามารถใช้แทนนิ้วมือ
ในการเกลี่ย ทำให้มือของคุณไม่เลอะเปรอะเปื้อน
ไม่ทำให้ผิวหน้ามันระหว่างวัน

อีกทั้งยังมาพร้อมกับสารกันแดด SPF 50+ **** ปกป้องคุณจากรังสี UVA/UVB 
ให้ผิวคุณดูสวยเป็นธรรมชาติติดทนนานตลอดวัน

ผสาน 8 คุณสมบัติเด่นในขั้นตอนเดียว

1. Whitening ช่วยปรับผิวของคุณให้ขาวกระจ่างใสขึ้น ไม่ทำให้ผิวดูขาวและวอกเกินไป

2. Moisturizing ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งระหว่างวัน

3. Repairing ซ่อมแซมผิวที่มีปัญหาหมองคล้ำไม่สดใส ให้ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

4. Brightening  ปรับผิวให้กระจ่างใสขึ้น

5. Foundation Base ทำหน้าที่เป็นเบสและรองพื้นในตัว

6. UV Protection มีสารกันแดด SPF 50+**** ปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. Smoothing ปรับผิวให้มีความนุ่มนวลและเนียนสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น

8. Pore Invisible  อำพรางรูขุมขนให้แลดูเล็กลง

ผลิตภัณฑ์เค้าจะฟน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ คือมีส่วนที่เป็นหลอดบรรจุเนื้อครีมและซีลที่ไว้เรียบร้อย
อีกส่วนคือหัวฟองน้ำ ที่ทำหน้าที่เกลี่ยผลิตภัณฑ์ไปบนผิวแทนนิ้วมือของเรา
แยกส่วนชัดเจน ทำให้เราสามารถนำไปล้างทำความสะอาดได้ไม่ยุ่งยาก

ตอนใช้ครั้งแรกๆ ฝาที่ปิดส่วนฟองน้ำไว้จะดึงยากนิดนึง ใช้ไปเรื่อยๆก็จะดึงง่ายขึ้น
ฟองน้ำมีความแน่นพอดี ไม่นุ่มพรุนจนกินเนื้อผลิตภัณฑ์มากเกินไป
และไม่แน่นจนทำให้การปาดลงผิวต้องออกแรงมากจะทำร้ายผิวหน้าของเราค่ะ

ก่อนใช้แนะนำให้บีบเนื้อผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่เราต้องการ
แต้มเป็นจุดต่างๆทั่วหน้าแล้วเกลี่ยด้วยฟองน้ำ หรือจะเกลี่ยไปที่ละจุดก็แล้วแต่ความถนัดเลยค่ะ
แต่อย่าเผลอบีบหลอดขณะเกลี่ยนะคะ เนื้อผลิตภัณฑ์จะออกมามากเกินความจำเป็น
ใช้ครั้งแรกๆอาจจะยังไม่ชิน ใช้ไปสักพักเราจะเริ่มจับทางถูกแล้วค่ะ
แล้วจะพบว่าใช้งานสะดวกมาก ไม่เลอะมือ ไม่ต้องล้างฟองน้ำทุกวัน

มาดูผลการใช้งานกันบ้าง
เนื่องจาก HEME Silk Second Skin CC Cream
หน้าที่หลักๆของเค้าคือการปรับสีผิวและให้การบำรุง
เพราะฉนั้นเรื่องการปกปิดอาจไม่ตอบโจทย์กับคนที่มีสภาพผิวที่มีรอยสิว หรือจุดด่างดำที่เห็นชัด
แต่ในเคสของนุ่นคือเป็นคนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ
ถือว่าเค้าช่วยปรับผิวโดยรวมให้ดูเท่ากันทั้งหน้าเลย
และสามารถปิดรอยแดงบริเวณปีกจมูกของนุ่นได้ค่อนข้างดี รอยกระบางๆก็พอปิดได้
จะเหลือรอยกระสีเข้มๆอยู่บ้าง แต่พอเราตบแป้งก็จะดูเบลอและจางลงจนมองเกือบไม่เห็นแล้ว

สำหรับเรื่องการความคุมความมันเค้าก็ทำได้ดีทีเดียว
เพราะฟินิชลุคหลังลงเรียบร้อยคือจะให้ผิวค่อนข้างแมทเลย อาจไม่เหมาะกับคนผิวแห้งมากๆค่ะ
แต่คนผิวผสมค่อนไปทางมันแบบนุ่นถือว่าพอใจมาก เพราะระหว่างวันหน้าไม่มันเยิ้ม
และสีผิวก็ไม่หมอง ไม่ดรอป ตอนที่ความมันเริ่มมาเยือนด้วย
คนที่มีผิวมันมากๆ และไม่มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำ น่าจะหามาลองกันดูนะคะ

รูปนี้คือลง HEME แล้วนุ่นก็แต่งหน้าตามปกติเลย ไม่ได้ลงรองพื้นเพิ่ม
ใช้แป้งแบบ Tranlucent หรือแป้งโปร่งแสงปัดด้วยแปรงเพื่อเซ็ทผลิตภัณฑ์ไว้เท่านั้น
จะเห็นว่ารอยกระ รอยแดงต่างๆก็มองไม่เห็นแล้ว
ปัดไฮไลท์เล็กน้อยเพื่อไม่ให้ผิวดูแห้งหรือแมทเกินไป  ช่วยให้ผิวเราดูอ่อนวัยลงด้วยค่ะ

หลังจากผ่านไปราวๆสิบชั่วโมงโดยไม่ได้ซับมันออก
จะเห็นว่าผิวดูฉ่ำๆ แต่ไม่ได้ดูหน้าหมอง หรือดูมันเยิ้มเลยนะคะ
อาจมีเป็นคราบบ้างในจุดที่เราลงหนาเกินไป บวกกับผิวส่วนนั้นามีปัญหาเรื่องเป็นขุยอยู่ก่อนด้วย
แต่ก็ไม่ได้เห็นชัดจนหน้าเกลียด ต้องมองแบบใกล้มากๆจึงจะเห็นค่ะ

สรุปรวมค่อนข้างพอใจมากๆกับผลลัพธ์ที่ได้
แต่อาจใช้ยากไปนิดในช่วงแรกๆ เพราะเรายังไม่คุ้นชิน ไม่ถนัดมือนะคะ
ส่วนเรื่องสีของเค้า ด้วยความที่เป็น CC Cream ก็ไม่ต้องกังวล
เพราะเค้าจะปรับสีให้เข้ากับโทนสีผิวของเราเอง ไม่ต้องกลัวเรื่องวอก หรือดรอปเลยค่ะ

นอกจาก HEME Silk Second Skin CC Cream แล้ว เค้าก็ยังมีมาส์กชีทด้วย
ซึ่งก็มีด้วยกันทั้งหมด  2 สูตรค่ะ ไปดูคุณสมบัติของแต่ละสูตรกัน

  HEME Firming Clear Complexion Mask (สูตรเฟิร์มมิ่ง กระชับผิว)
ด้วยลักษณะเฉพาะด้วย Far Infrared Spot มากถึง 2,600 จุด พร้อมทั้งเอสเซนส์ซ่อมแซมเซลล์ผิว ช่วยให้แผ่นมาสก์แนบกับผิวหน้าได้อย่างทั่วถึง และเอสเซนส์สามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้เร็วและลึกเข้าสู่ผิวได้ดีมากยิ่ง ขึ้น ด้วยส่วนผสมที่สำคัญต่างๆไม่ว่าจะเป็น เอสเซ้นส์จากสารสกัดโปรตีนในงู, สารสกัดจากแพลงตอน, คอลลาเจน, โปรตีนจากนมผึ้ง สารสกัดจากลูกเดือย ที่จะช่วยทำให้ผิวหน้ากระชับขึ้น ลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขนให้แลดูเล็กลง
พร้อมทั้งปรับสภาพผิวให้หน้าให้กระจ่างใสและเนียนขึ้นราวกับใช้ CC Cream

  HEME Hydrating Clear Complexion Mask (สูตรไฮเดรทติ้ง เพื่อผิวนุ่มชุ่มชื้น)
แผ่นมาสก์หน้า เฮเม่ ไฮเดรทติ้ง เคลียร์คอมเพล็กซ์ชั่นมาสก์ สูตรเพิ่มความนุ่มชุ่มชื้นผิว ด้วยลักษณะเฉพาะด้วย Far Infrared Spot มากถึง 2,600 จุด พร้อมทั้งเอสเซนส์ซ่อมแซมเซลล์ผิว ช่วยให้แผ่นมาสก์แนบกับผิวหน้าได้อย่างทั่วถึง และเอสเซนส์สามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้เร็วและลึกเข้าสู่ผิวได้ดีมากยิ่ง ขึ้น ด้วยส่วนผสมที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
anti-aging essence- SYN®-AKE 3% , Sodium Ascorbyl Phosphate, Ceramide 1/3/6Ⅱ, SYN®-HYCAN , Saccharide Isomerate
และ Taiwan oriented Luffa Cylindrica Fruit Extract
ช่วยให้ผิวรู้สึกชุ่มชื้นและสดชื่นอย่างมีออร่า

ที่เก๋ก็คือ เค้ามีนวัตกรรมที่น่าสนใจมากๆ คือ
“Far Infrared Spots” ซึ่งในแผ่นมาสก์หน้าของ HEME ทั้ง 2 สูตร
จะมีจุดแดงๆบนแผ่นมาสก์มากกว่า 2,600 จุด ซึ่งจะสามารถแผ่รังสี Far Infrared
ซึ่งมีความยาวคลื่น 4-14 ไมครอน รังสีที่มีความยาวคลื่นดังกล่าวนี้ได้ถูก เรียกว่า แสงแห่งชีวิต
เนื่องจากสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำในร่างกายมนุษย์เกิดการสั่นสะเทือน
และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน อุณหภูมิของเนื้อเยื่อผิวหนังจึงสูงขึ้น
เส้นเลือดฝอยขยายตัว ความเร็วในการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้น
และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เป็นผลให้สภาพของผิวหนังดีขึ้น
อีกทั้งยังเร่งความสามารถในการรับสารอาหารของเซลล์ผิวหนังอีกด้วย

นอกจากนั้นยังช่วยให้แผ่นมาสก์แนบกับผิวหน้าได้อย่างทั่วถึง
และเอสเซนส์สามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้เร็วและลึกเข้าสู่ผิวได้ดีมากยิ่ง ขึ้นเรียกได้ว่าเป็นนวตกรรมที่ล้ำมากๆที่ยังไม่เคยเจอในมาส์กชีทของยี่ห้อ อื่นๆที่เราเคยใช้มาเลย

หลังใช้พบว่าผิวคงความชุ่มชื่นได้ยาวนาน และสัมผัสผิวที่นุ่มและดูกระจ่างใสขึ้นด้วย
ยิ่งนำไปแช่เย็นก่อนนำมาใช้ก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างมาส์กหน้าได้ดีมากๆ

เพื่อนๆคนไหนสนใจก็เข้าไปเช็คราคากันดูที่แฟนเพจของ HEME ดูนะคะ
เค้ามีโปรลดราคาอยู่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าลดถึงช่วงไหน ลองแวะไปดูกันค่ะ
สุดท้ายต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายที่บล็อกกันด้วยนะคะ 🙂

Beauty Buffet : The Bakery Born to be Baby Collection


สวัสดีค่ะ วันนี้มีผลิตภัณฑ์หลายชิ้นจากร้าน Beauty Buffet มาอัพเดทกัน
ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาให้ลองใช้ตลอดเลย
ตัวไหนลองแล้วชอบ อยากบอกต่อ ก็จะหยิบมาอัพเดทลงบล็อกให้เพื่อนๆอ่านกันแบบนี้ค่ะ

เซ็ตนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในไลน์ The Bakery ราคาไม่สูงมากนัก หลักร้อยต้นๆเท่านั้นค่ะ
แต่ละชิ้นนุ่นไม่ทราบราคาที่แน่นอน ลองแวะไปดูที่ร้านกันอีกทีนะคะว่าประมาณเท่าไหร่
ทุกชิ้นนุ่นได้ลองใช้ครบหมดแล้ว เลยขอหยิบมาเล่าสู่กันฟังนะคะ ว่าใช้แล้วเป็นยังไงบ้าง

The Bakery Born to be Baby BB Powder Foundation SPF 30 PA++
ชิ้นแรกเป็นแป้งอัดแข็งที่เค้าบอกว่าเป็น BB และ Foundation ในตัว
มาในตลับแบบแมท น้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด ไม่หนา พกพาสะดวกดีค่ะ
แป้งรุ่นนี้เค้าทำออกมา 2 สีนะคะ แต่เป็นโทนที่เหมาะกับสาวผิวขาว เพราะสีค่อนข้างสว่างทั้งคู่
ทาแล้วหน้าดูขาวขึ้น ผ่องขึ้น เนื้อแป้งคุมมันได้ดี ไม่หมองระหว่างวัน ปกปิดปานกลาง ให้ลุคใสๆ
เหมาะกับน้องๆนักศึกษามากเลย เพราะราคาไม่แพงและดูไม่หนาหนักมาก แพคเกจก็น่ารักด้วย

The Bakery Born to be baby Tint Essence It’s Girl
ลิปทินต์ที่ให้การบำรุง พร้อมกับสีสันที่สดใส มาในรูปแบบหลอดบีบ ปลายตัดรับริมฝีปาก
หลอดเล็กๆแบบนี้แต่ใช้ได้นานเลยค่ะ เพราะครั้งนึงใช้แค่นิดเดียวก็ให้สีสวยชัดแล้ว

ตัวนี้เป็นลิปแบบหลอดบีบที่ให้สีชัดติดทนนานมาก เนื้อเป็นเจลนิ่มๆหนึบๆ เกาะริมฝีปากได้
ทาระหว่างวันให้สีสันสดใสได้ยาวนานทั้งวันเลย เวลาทานอาหารหรือเครื่องดื่มอาจมีเลือนบ้า
แต่โดยรวมติดทน ให้สีชัดสุดๆ สีอ่อนสุดอย่างสีชมพูก็ยังสดชัดมว๊ากกกกกก
ถ้าสาวๆใช้ควรลงทีละนิดพอ เพราะสีเค้าชัดจริงๆ มีสามโทนสีน่ารักๆแบบนี้เลย

The Bakery Cupcake Buddy Shadow [ราคาประมาณ 159 บาท]
ไฮไลท์เด็ดของบล็อกในวันนี้เลยค่ะ เป็น duo eyeshadow ที่จับคู่สีมาให้ใช้คู่กันในตลับเดียว
บรรจุมาในตลับพลาสติกน้ำหนักเบา แข็งแรงทนทานดี พิมพ์ลายมาได้กุ๊กกิ้กน่ารักด้วย

The Bakery Cupcake Buddy Shadow มีจำหน่าย 5 คู่สีอย่างที่เห็นนี้เลยค่ะ
ดูผ่านๆบางสีอาจดูใกล้เคียงกัน แต่นุ่นลองสวอชดูแล้ว ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะคะ

แต่ละสีสวยใจละลายมากค่า มีแบบเนื้อแมทท์ 1 คู่สี ที่เหลือก็เป็นคล้ายๆเนื้อซาตินหมดเลย

ชื่อของแต่ละสีก็คงคอนเซปต์ของ The Bakery คือน่ารักและชวนหิวมากๆ
ไปดูแต่ละสีที่นุ่นสวอชไว้ดีกว่าค่ะ 😀

สีแรกเป็นสีที่ค่อนข้างชอบเลย ไม่เคนเจอสีแมตท์ขาวดำคู่กันแบบนี้มาก่อน
เบอร์นี้สีค่อนข้างเป็นฝุ่นผงมากทีเดียว ตอนใช้ต้องระวัง ควรลงสีตาก่อนลงรองพื้นนะคะ
สีดำให้ความเข้มเรียกว่าเกือบดำสนิทเลย ส่วนสีขาวเหมือนแป้งเด็ก คือสีเบาจนกลืนไปกับผิว
ใครชอบสโมกกี้ตาดำๆ อยากหาสีดำเข้มๆพกติดกระเป๋าไปไหนมาไหน สีนี้ใช้ได้เลยค่ะ

สีนี้เป็นสีน้ำตาลทองแดงจับคู่กับสีน้ำตาลเข้ม สีค่อนข้างมีความใกล้เคียงกันมาก
แต่เนื้อสีเข้าเนียนสนิทกับผิวเราดีมาก แต่เบลนด์ได้ง่าย
จะเลือกทาคู่กัน หรือใช้สีใดสีหนึ่งสำหรับทาในวันสบายๆ ก็ให้ลุคที่เป็นธรรมชาติดีค่ะ

คู่สีชมพู-น้ำตาล ก็เป็นอีกคู่สีเพลย์เซพที่แต่งได้ไม่อยาก ใช้ได้ทุกโอกาส
ให้ลุคดูหวานๆ สุภาพ นึกอะไรไม่ออกงานไหนงานนั้น ทาคู่สีนี้ได้สบายๆค่ะ

คู่สีแบบส้ม-น้ำตาลก็เป็นอีกคู่สีที่สาวๆส่วนใหญ่เลือกทาเวลาคิดไม่ออกเนอะ
นุ่นว่าคู่สีนี้ก็ง่ายดี จะลงสีส้มเป็นสีพื้นก่อนแล้วคัดเบ้าด้วยสีน้ำตาล
หรือจะลงสีน้ำตาลเข้มทั่วเปลือกตา แล้วท้อปด้วยสีส้มตรงกลางตาให้ดูมีมิติขึ้นก็ได้ค่ะ

มาถึงสีสุดท้ายที่จับคู่สีมาให้คอนทราสต์กัน ถึงจะเป็นสีคู่คตรงข้าม แต่เราก็สนุกกับสีสันได้
นุ่นชอบสีเขียวของคู่สีนี้มาก เพราะเค้าเป็นสีเขียวที่เหลือบสีฟ้าๆไว้ดูสวยดี
ทาสีใดสีหนึ่งๆเดี่ยวๆก็สวยแล้วล่ะค่ะ 😀

ใครสนใจชิ้นไหนลองไปดูที่ร้าน Beauty Buffet กันดูนะคะ มีสินค้าหลายชิ้นที่น่าสนใจมากเลยค่ะ
บล็อกนี้ต้องลาไปแล้ว พบกันใหม่บล็อกหน้านะคะ ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทายด้วยค่า ^^

Color Swatch : The Bakery House Cake Blusher


สวัสดีค่ะ เจอกันในรูปแบบของบล็อกกันอีกแล้ว
คราวก่อนนุ่นอัพเดทเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ๆทางช่อง Youtube ของนุ่นเอง และในหน้าแฟนเพจ
มีหลายคนสนใจบลัชออนเนื้อครีมของ Beauty Cottage รุ่นนี้อยู่พอสมควร
วันนี้จึงขอมาสวอชสีทั้งหมดให้ชมกันค่ะ

[สำหรับสาวๆที่อยากดูในรูปวีดีโอว่ามีอะไรออกใหม่บ้าง ชมได้ในวีดีโอด้านล่างเลยค่ะ]

สำหรับ The Bakery House Cake Blusher บลัชออนเนื้อครีมเนียนลื่น
รุ่นนี้เค้าทำออกมาทั้งหมด 5 สี ค่ะ โดยจะเน้นไปทางโทนชมพูและส้ม

แพคเกจผลิตภัณฑ์ยังคงเน้นรูปลักษณ์ที่น่ารัก น่าสะสม
ทั้งกล่องบรรจุภัณฑ์ด้านนอก และตัวผลิตภัณฑ์ของเค้าเอง

การใช้งานถูกออกแบบมาให้สามารถใช้นิ้ว หรือทาผลิตภัณฑ์ลงบนแก้มเราโดยตรงเลยก็ได้
เห็นสีสันชัดแน่นขนาดนี้ แต่ต้องบอกว่าบางสี เม็ดสีก็ไม่ได้แน่นเหมือนในรูปนะคะ
เนื้อผลิตถัณฑ์เป็นแบบเนื้อครีม แต่มีความหยุ่นแบบเนื้อมูสเล็กน้อย
เพราะฉนั้น หากเรากดแรงจนเกินไป เนื้อผลิตภัณฑ์ก็จะมีการยุบตัวลงไปบ้างนะคะ
ทีนี้เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่า แต่ละสีจะใหสีสันอย่างไรบ้าง

เริ่มที่สีเบอร์ 01 สีนี้จะให้สีที่อ่อนและสว่าง เนื้อสีให้ความเงาแบบชิมเมอร์ สีจะออกไม่ชัดนัก

สีเบอร์ 02 เป็นสีชมพูสดที่สีแน่นชัดมาก ปาดนิดเดียวก็ติด เกลี่ยให้กลมกลืนได้ง่าย
ดูเหมือนจะเป็นสีแรงๆสดๆ แต่เป็นสีที่ทาแล้วสวย แก้มดูระเรื่อสุขภาพดี

สำหรับสี 03 เป็นอีกสีที่สีสันจะอ่อนมาก และให้ความเงาบนผิว เหมาะแก่การผสมสีมากกว่าใช้เดี่ยวๆ

สี 04 เม็ดสีให้ความชัดสดแค่ปานกลาง มีความเงาพอสมควร ค่อยๆเกลี่ยและเพิ่มเลเยอร์ได้

สี 05 สีสุดท้าย เป็นสีโทนส้มที่เห็นเม็ดสีชัด แต่ก็ยังมีความเงาอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก
ให้พวงแก้มดูสดใส บ่มแดด เหมาะกับช่วงซัมเมอร์แบบนี้มาก

สำหรับทั้ง 5 สี สีที่อยากแนะนำคือสี 02 และ 05 ชัดของสีชัดเจน
สีอื่นๆจะออกเงาจนมองแทบม่เห็นสักเท่าไหร่

สำหรับความติดทนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี หากไม่ได้เป็นคนเหงื่อเยอะ ก็ติดทนนานเกือบทั้งวัน
เนื้อครีมเกลี่ยได้ง่าย ไม่เป็นคราบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปริมาณเยอะ ใช้ได้นาน

เรื่องราคาต้องสอบถามทางร้านดูอีกนะคะ เพราะทางแบรนด์ส่งมาแต่ผลิตภัณฑ์ ไม่มีข้อมูลมาด้วย
แต่ราคาน่าจะอยู่ราวๆ 200-350 บาท ซึ่งไม่สูงมาก และใช้งานได้นานทีเดียว
สาวๆคนไหนสนใจลองไปทดสอบเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ร้าน Beauty Cottage กันดูค่ะ 🙂

ท้ายสุด ขอขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทายและพูดคุยกันด้วยค่า

Bisous Bisous Call Me a Crystal Collection


สวัสดีค่ะ ออกใหม่กันอีกแล้วกับแบรนด์ Bisous Bisous [บีซู บีซู]
จริงๆเค้าออกมาได้สักเดือนสองเดือนแล้ว หลังจากที่ลองหยิบใช้สักพัก ก็ถึงเวลามาอัพเดทกันค่ะ

สิ่งที่โดดเด่นของแบรนด์นี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของแพคเกจ ทั้งกล่องบรรจุภัณฑ์ หรือตัวสินค้าเอง
ที่ไม่ว่าจะกี่คอลเลคชั่นก็ทำให้เรากรี้ดกร้าดได้เสมอ เพราะเค้าทำออกมาได้น่ารักถูกใจสาวๆตลอด
กล่องบรรจุภัณฑ์รุ่นนี้จะเป็นสีขาวมุก งานพิมพ์สวยงามน่าเก็บ เสียดายลืมถ่ายมาฝากกันค่ะ
คอลเลคชั่นใหม่นี้คือ Call Me a Crystal วันเปิดตัวนุ่นติดธุระไม่ได้ไปเลยไม่ทราบคอนเซ็ปท์ของเค้า
แต่เข้าใจว่าเค้าต้องการเน้นถึงผิวที่ดูเปล่งประกาย มีออร่า สวยงาม ดูสุขภาพดีนะ

เริ่มต้นที่ชิ้นแรกของเค้าคือ Call Me a Crystal Brilliant Twist Mascara Extreme Mascara
มาสคาร่าที่สามารถหมุนเพื่อปัดขนตาให้เราได้แบบอัตโนมัติ ที่ก่อนหน้านี้เค้าก็มีแบบนี้มาแล้ว
ความสะดวกคือแค่คลิ้กปุ่นที่ปลายแท่ง ด้านขนแปรงมาสค่าร่าก็สามารถหมุนได้ถึง 360 องศา
ช่วยปัดให้ขนตาเรียงเส้น  ขนตาดูหนาฟู และสีเข้มขึ้น แต่ก็ใช้ยากสำหรับมือใหม่นะคะ

มาสคาร่ารุ่นนี้คนขนตาสั้นปัดแล้วตกค่ะ ถ้าจะงอนขึ้นต้องปัดซ้ำหลายรอบมากถึงจะงอนอยู่ตัว
แต่ช่วยให้ขนตาดูและดำขึ้นมากทีเดียว ด้วยความที่เป็นระบบสั่นในตัว การปัดอาจควมคุมยากสักนิด
บางจังหวะอาจมีเลอะที่เปลือกตาได้ ใครไม่ถนัดปัดแบบไม่ใช้ระบบสั่นจะดีกว่า
หัวแปรงใหญ่อาจปัดขนตล่างได้ลำบากสักนิด ต้องใช้เวลาในการใช้ให้ชินมือพอสมควร
รุ่นนี้ทนน้ำทนเหงื่อได้ค่อนข้างดี ไม่เลอะเป็นแพนด้าใต้ตามาก อาจมีบ้างแต่น้อยมากๆค่ะ

Call Me a Crystal Signature BB Cream Spf 27 PA++
ในแทบทุกคอลเลคชั่นของบีซูบีซู เค้ามักจะพัฒนาสูตรของ BB Cream ออกมาให้เราได้ใช้เสมอๆ
รุ่นนี้จะให้ความฉ่ำวาว ผิวดูอิ่มน้ำ มีให้เลือกใช้สำหรับสาวผิวขาวอมชมพูและสาวผิวโทนเหลือง
บีบีจะไม่ปกปิดปานกลาง และช่วยกระจายแสงให้ผิวดูสว่างสดใส ผิวดูฉ่ำระหว่างวันค่ะ
ขวดเค้าจะเป็นแบบหัวปั๊ม ใช้งานง่าย และเนื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องสัมผัสกับอากาศภายนอก
ทำให้ทุกครั้งที่เราใช้งาน จะได้เนื่อผลิตภัณฑ์ที่ใหม่อยู่เสมอ

Call Me a Crystal Universal Concealer และ Call Me a Crystal Face Bright
ชิ้นนี้หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันที่ชิ้นนึงคือคอนซีเลอร์และอีกชิ้นคือไฮไลท์
ผลการใช้งานคือใช้แทนกันได้เลยค่ะ หัวแปรงดีมาก ใช้งานง่าย
เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นเนื้อครีมที่เกลี่ยได้ง่ายมาก และไม่ตกร่องมากนัก
แต่คอนซีลเลอร์สีจะค่อนข้างเข้มและออกโทนเหลือง สาวผิวขาวมากๆทาแล้วอาจดูเข้มไป
ส่วนตัวไฮไลท์กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคอนซีลเลอร์สำหรับสาวผิวขาวมากกว่า
ไม่ได้สว่างหรือเกิดความวาวขนาดเป็นไฮไลท์ได้ขนาดนั้น เลยคิดว่าใช้เป็นคอนซีลเลอร์ได้สบายมาก
แต่อาจไม่ให้การปกปิดมากนัก แต่ช่วยกระจายแสงให้ใต้ตาดูสว่างได้

และท้ายสุดคือ Call Me a Crystal Lipstick
เห็นแพคเกจเจ้าหญิงแสนหวานไม๊เอ่ย น่ารักมากๆ รุ่นนี้มีกระจกมากับปลอกลิปสติกด้วย
เราสามารถหยิบทาโดยไม่ต้องควานหากระจกจากที่อื่นแล้ว และทะลวดลายออกมาน่ารักมากๆ

สำหรับลิปสติกรุ่นนี้จะเป็นเนื้อ Cream Matte ที่เป็นสูตร Long Lasting
ถึงจะเป็นเนื้อแมต แต่ทาแล้วปากไม่แห้ง เพราะเค้ามี Shear Butter และ Vitamin E ด้วย
ทำให้ริมฝีปากไม่แห้งกร้าน และให้ความชุ่มชื้นในตัว ทาง่ายและไม่เป็นคราบ
พิ้กเมนท์ของสีสดชัดมาก ชอบที่สุดคือ สีสันไม่สดจนทายากเกินไป ทาได้ง่ายๆในทุกๆวัน

สีนี้จะเป็นสีที่ออกโทนส้มนู้ดๆหน่อย แต่สีไม่ป่วยมาก ทาสีเดียวยังได้อยู่ค่ะ

สำหรับสีนี้จะให้ความรู้สึกสดใส เพราะเป็นสีชมพูหวานๆ ที่เหมาะกับการใช้ในทุกโอกาส

แน่นอนว่าจะขาดลิปสติกสีโทนแดงไม่ได้เลย ต้องมีนะ!! เป็นแดงที่ไม่สดมาก ทาได้ทุกวัยค่ะ

และปิดท้ายกับสีชมพูอมม่วงนิดๆ สีนี้เหมาะกับทุกสีผิวนะ ผิวขาวหรือผิวเข้มทาแล้วสวยแน่นอนค่ะ

BSBSlip

เอาล่ะ..สาวๆชอบสีไหน ก็ต้องไปลองที่เคาน์เตอร์กันดูนะคะ ว่าถูกใจกันรึเปล่า
สุดท้ายต้องขอบคุณผลิตภัณฑ์จาก Bisous Bisous ที่ส่งมาให้ลองให้อัพเดทกันค่ะ
พบกันใหม่บล็อกหน้านะคะ สวัสดีค่า 😉

Smiley  Smiley  Smiley  Smiley

New Product from Bobbi Brown


สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาอัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจาก Bobbi Brown กันค่ะ
มีมากันหลายชิ้นเลย ลองดูว่าสนใจอยากลองชิ้นไหนกันบ้างค่ะ
อ้อ…ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Bobbi Brown ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ด้วยนะคะ
เริ่มที่ตัวแรก ที่ถือว่าเป็นชิ้นคลาสสิกของแบรนด์นี้กันเลยค่ะ
Bobbi Brown Lip Balm spf15
ลิปบาล์มเนื้อเนียนนุ่มที่ช่วยบำรุงริมฝีปากอย่างล้ำลึก
เค้าทำจากขี้ผึ้ง (Bee Wax) คุณภาพดี และเพิ่มสารบำรุงอย่าง จมูกข้าวสาลีและน้ำมันมะกอก
ช่วยบำรุงริมฝีปากที่แห้งและลอกได้เป็นอย่างดีเลย หรือจะใช้บำรุงก่อนทาลิปก็ได้
อันที่จริงบาล์มแบบนี้ สามารถทาในส่วนอื่นๆที่แห้งกร้านของร่างกายได้ด้วยนะคะ
แต่สิ่งที่ไม่ชอบเลยคือ มันเป็นกระปุกฝาหมุนแบบนี้มันเปิดยาก
และสกปรกง่ายด้วยเมื่อเราใช้ไปนานๆ แต่ส่วนใหญ่เห็นทำแบบนี้กันหลายยี่ห้อเลย
คิดว่าทำเป็นแท่งจะใช้งานได้สะดวก และพกพาง่ายกว่าค่ะ

ชิ้นต่อมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวาวงจำหน่ายได้ไม่นานนี้
Bobbi Brown Skin Weightless Compact Powder Foudation
แป้งเนื้อบางเบาที่เนียนนุ่มประดุจเนื้อครีม ช่วยปรับผิวให้ดูเรียบเนียน เป็นธรรมชาติราวกับผิวจริง
โดยแป้งรุ่นนี้ผ่านการผสมของเนื้อครีมและเนื้อแป้งเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงนับไปอบเป็นเวลา 12 ชม.
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่นี้ ทำให้อณูแป้งบางเบา สัมผัสสบายผิว ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
ป้องกันเหงื่อและความชื้น คงสภาพผิวให้ดูสดใสตลอดทั้งวัน
และแป้งยังไม่เปลี่ยนสีให้ผิวหน้าแลดูหมองคล้ำในระหว่างวันอีกด้วย
แป้งรุ่นนี้มีถึง 10 เฉดสีให้เลือกเลย  สาวๆจะเลือกสีแป้งให้ใกล้เคียงกับผิวจริงได้ไม่ยากนะคะ

 

จากรูปลงผลิตภัณฑ์ CC Cream ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอกัน แล้วตามด้วยแป้งต่อเลย
ผลการใช้คือแป้งช่วยทำให้หน้าดูนวลเนียนขึ้น และปกปิดจุดด่างดำต่างๆได้ดีทีเดียว
ที่ชอบคือเนื้อแป้งเบามาก ใช้แล้วไม่รู้สึกหนักหน้า หรือให้ลุคที่ดูโบ๊ะแป้งจนหนาเลย
ใครที่ผิวดีอยู่แล้ว ปัดแป้งด้วยแปรงก็ให้ลุคเป็นธรรมชาติดี
แต่หากใครที่อยากให้ปกปิดมากขึ้น ใช้พัฟก็จะดูหน้าเนียนเพิ่มขึ้น แต่ยังดูไม่หนาไป
แป้งรุ่นนี้คุมมันปานกลางนะคะ แต่ไม่ทำให้ผิวโดยรวมดูมันเยิ้ม
อาจมันในจุดที่มันเร็วๆ อย่างซอกจมูก หรือช่วง T-Zone
สรุปโดยรวมค่อนข้างพอใจค่ะ เพราะมีเฉดสีให้เลือกเยอะ และดูไม่โบ๊ะระหว่างวันเลย

 

Long-Wear Gel Sparkle
ผลิตภัณฑ์ที่รวมเอาคุณสมบัติของอายแชโดว์และอายไลน์เนอร์ไว้ด้วยกัน
เพิ่มความโดดเด่นด้วยประกายระยิบระยับของผลึกสปาร์คเกิ้ล
เจลไลน์เนอร์รุ่นนี้เม็ดสีจะไม่เข้มคมชัดเหมือนเจลไลน์เนอร์รุ่นปกตินะคะ
สีสันจะดูอ่อนกว่าและเขียนเส้นให้คมยากกว่า เหมาะกับการนำมาเบลนด์สีให้ดูฟุ้งสวยมากกว่าค่ะ

ส่วน Dual-Ended Smudge/Ultra-Fine Eye Liner Brush
เป็นแปรงที่เค้าทำมาเพื่อให้ใช้คู่กับ Long-Wear Gel Sparkle
ซึ่งแปรงรุ่นนี้จะมีสองหัว ด้านหนึ่งใช้เขียนเส้นไลน์เนอร์
ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้เบลนด์เส้นไลน์เนอร์ให้ฟุ้งสวย
หรือเราจะประยุกต์ใช้งานอื่นก็ได้ ใช้แทนแปรงลิปได้ดีเลยค่ะ
ชอบที่ขนาดกระทัดรัด ล็อกปิดแน่นสะดวก ฝาไม่หลวมหลุด พกพาสะดวกดีด้วยค่ะ
แต่ราคาแปรงจะค่อนข้างสูงนะคะ ราคาอยู่ที่ 2,000 บาทค่ะ

 

ชิ้นสุดท้ายเป็น Bobbi Brown Rich Lip Color
ลิปเฉดสีใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติโปร่งแสง ทำให้เม็ดสีใกล้เคียงสีจากแท่งมาก
เนื้อสัมผัสแบบครีมมี่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก และบำรุงไปในตัว
รุ่นนี้ทำออกมาเพิ่ม 5 สี คือโทนชมพูสด-ส้ม-แดง
สีนี้คือสีโทนส้มปะการัง Coral Nectar หรือจะออกส้มนมๆพีชๆประมาณนี้ค่ะ
เนื้อลิปมาความชุ่มชื้นจริงๆ ไม่ตกร่องหรือเป็นคราบเลย เม็ดสียึดริมฝีปากได้ดีด้วย
ใครอยากลองสัมผัส ต้องไปเทสต์เนื้อที่เคาน์เตอร์กันดูนะคะ

สำหรับลิสต์ราคาของแต่ละชิ้นก็ตามนี้เลยค่ะ
Lip Balm spf15 – 950 บาท
Skin Weightless Compact Powder Foudation
แป้งรีฟีล – 1,300 บาท / ตลับแป้ง – 500 บาท
Long-Wear Gel Sparkle – 1,300 บาท
Dual-Ended Smudge/Ultra-Fine Eye Liner Brush – 2,000 บาท
Rich Lip Color – 1,100 บาท

ปิดท้ายด้วยรูปฟินิชลุคเบาๆด้วยแป้งและลิปจาก Bobbi Brown ค่ะ
สาวๆท่านไหนสนใจลองแวะไปเทสต์ ไปลองด้วยตัวเองที่เคาน์เตอร์กันดูนะคะ
สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายและพูดคุยกันนะค