Color Swatch : Maybelline Lip Polish by Color Sensational


สวัสดีค่ะ วันนี้หยิบ Maybelline Lip Polish by Color Sensational  ที่เพิ่งได้มา มาแนะนำกัน

คำเคลมจากทางแบรนด์เค้าบอกไว้ว่า
“…ลิปสติกที่รวมทุกความต้องการเอาไว้ในหนึ่งเดียว
ไม่ว่าจะเป็นสีสันที่โดดเด่นคมชัดในแบบฉบับลิปคัลเลอร์
หรือความเปล่งประกายวาวระยับดุจลิปกลอส พร้อมให้ความชุ่มชื่นแบบลิปบาล์ม
มีให้เลือกถึง 12 เฉดสี ในราคาเพียง 299 บาท…”

แปรงที่ใช้สำหรับเกลี่ยลิปของเค้าด้านปลายเป็นเหมือนขนหยาบๆเส้นใหญ่ๆ
ไม่แน่ใจว่าเป็นวัสดุอะไร แต่สามารถเกลี่ยสีได้ดี เหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ของเค้า
ช่วยให้การทาทำได้ง่ายขึ้น เข้าซอกเข้ามุมได้ดีทีเดียว

ภาพรวมของแต่ละสีเมื่อปาดลงบนท้องแขน  จะเห็นว่าสีชัดสวยดีเกือบทุกเบอร์
ที่นี้ลองไปดูผลการใช้กันบนริมฝีปากกันบ้างค่ะ ว่าเป็นอย่างไร

GLAM 15 สีโทนนู้ดที่มีชิมเมอร์สีทองละเอียดเจืออยู่ในเนื้อสี
เป็นสีที่ทาสวยยากมาก ดพราะทาแล้วเป็นคราบ ต้องทาซ้ำหลายรอบกว่าสีจะดูเสมอกัน
สีนี้จึงเหมาะแก่การทาทับลิปสติกสีในโทนเดียวกันมากกว่าทาเดี่ยวๆ
สีนี้ทาแล้วรู้สึกยิบๆ ร้อนผ่าวๆที่ริมฝีปากเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร

GLAM 1 สีชมพูอ่อนใสมีชิมเมอร์สีทองละเอียดเจืออยู่ในเนื้อสี
เป็นอีกสีที่ทาแล้วยังแลดูเป็นคราบอยู่บ้าง แต่ดีกว่าสีแรก เม็ดสีไม่ชัดเจน
เหมาะกับการทาให้ปากดูเอิบอิ่ม มีความวาวใส หรือใช้เป็นกลอสทาทับลิบสีอื่นๆ
แต่หากใครที่มีพื้นสีปากธรรมชาติอมชมพูอยู่แล้ว สีนี้ทาออกมาแล้วจะดูน่ารักดีค่ะ

GLAM 7 สีชมพูอมส้มนิดๆ สีนี้เป็นสีที่สวยถูกใจที่สุดค่ะ
สามารถกลบสีปากเดิมได้ ไม่ถึงกับดีมาก เพราะเป็นเนื้อกลอสจึงเน้นความวาวเป็นหลัก
เม็ดสีแน่นกว่าสองสีแรก แต่ไม่ได้แน่นชัดมากนัก ทาเดี่ยวๆได้ สีน่ารัก
ทาแล้วสีโดยรวมดูเสมอขึ้น อาจเป็นคราบระหว่างวันได้บ้าง

POP 6 สีแดงเชอรี่ สีแดงใสๆ เม็ดสีเข้มแน่นปานกลาง กลบสีปากได้เกือบดี
สีนี้ทาง่ายกว่าทุกสีเพราะสีค่อนข้างเข้ม ความรู้สึกเกลี่ยให้เรียบเนียนง่ายมาก
แต่เนื้อสียังมีความใสอยู่จึงอาจดูเป็นคราบระหว่างวันได้บ้าง
แอบแปลกใจตรงที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เจืออยู่นิดหน่อยในสีนี้ ทั้งๆที่ในสีอื่นไม่มี

สรุป คือ ทั้ง 4 สี มีความต่างของผลลัพธ์ที่ได้หลังการทาพอสมควร ต้องลองเทสต์ก่อนตัดสินใจซื้อแม้สีจากแท่งจะดูสีแน่นสวย แต่ทาออกมาแล้วบางสีก็ให้ความชัดของสีน้อย
และในบางสีก็ดูกลมกลืนกับสีปากไปเลย อาจให้แค่ความแวววาว
บางสีเกลี่ยยาก สีดูไม่สม่ำเสมอ และดูเป็นคราบไม่สวย
คิดว่ารุ่นนี้ไม่ได้สวยทุกสีนะคะ ลองเทสต์ ลองทาดูจนพอใจก่อนจะซื้อละกันเนอะ

ด้วยความเป็นลิปสติกเนื้อกลอสจึงไม่ได้ติดทนมากนัก หากเม้มปาก ทานน้ำ ทานข้าวก็เริ่มจางแล้ว
จึงต้องหมั่นเติมระหว่างวันด้วย หากอยากให้สีสวยอยู่ตลอดทั้งวัน
ใครสนใจรุ่นนี้แนะนำให้เป็นทดลองปาดดูสีที่เคาน์เตอร์กันด้วยตัวเองนะคะ
เผื่อว่าถูกใจไม่ถูกใจยังไง การตัดสินใจซื้อจะได้ง่ายขึ้น
การรีวิวนี้เป็นเพียงส่วนนึงในการให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้นค่ะ

ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทาย เยี่ยมเยียน พูดคุยกันที่บล็อกด้วยนะคะ Smiley

Kinesys Sunscreen


สวัสดีค่ะ วันนี้หยิบกันแดดใหม่ล่าสุด (ของเรา) มาอัพเดทผลการใช้งานกัน
จริงๆตัวนี้หลายๆคนน่าจะเคยผ่านตากันมาบ้างแล้วนะคะ เพราะมีบล็อกเกอร์หลายๆคนเค้าใช้กัน
โดยส่วนตัวเพิ่งเคยได้ลองใช้ เพราะทางแบรนด์เค้าติดต่อว่า ถ้าสนใจก็อยากให้ลอง
จริงๆก็สนใจตั้งแต่ดูรีวิวของสาวๆท่านอื่นแล้ว แต่เนื่องจากกันแดดในกรุเรายังมีอีกเหลือเฟือ เลยไม่ได้หามาลอง
ลากมาซะยาว ยังไม่ได้บอกเลยว่ากันแดดที่ว่านี่คือ Kinesys กันแดดสูตรน้ำ ในรูปแบบขวดสเปรย์ค่ะ
ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศแคนนาดา และมีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราด้วย

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Kinesys น่าสนใจมากๆ เลย
เพราะเป็นกันแดดที่ได้รับรางวัลเรื่องความปลอดภัยต่อผิวพรรณมากมายในสหรัฐฯ
ใช้ระหว่างวันได้อย่างสะดวกสบาย เพราะเป็นหัวเสปรย์ที่ให้ละอองบางเบา
ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ น้ำมัน และสารกันเสียที่ทำให้ระคายเคืองเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย หรือแม้กระทั่งผิวของเด็กๆ
สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB จึงช่วยในเรื่องของริ้วรอย และผิวไหม้แดดได้
นอกจากนั้นยังกันน้ำ และใส่สารบำรุงอย่างวิตามิน E ที่เป็นสารป้องกันอนุมูลอิสระเพิ่มไปด้วย
สรุปว่า ขวดเดียว ทั้งป้องกัน ทั้งบำรุงเลย

ส่วนผสมของเค้าก็ประกอบด้วย
Octinoxate 7.5%, Octocrylene 7%, Octisalate 4%, Avobenzone (Parsol®1789) 2%

หัวสเปรย์แบบฉีดของเค้าสะดวกต่อการใช้งานดีมาก และละอองที่อองมาก็เป็นฟอยละเอียดบางเบา
ได้ปริมาณกันแดดที่พอดีๆ ไม่เยอะเกินไป หรือน้อยเกินไป สเปรย์ได้ทั่วพื้นที่ต้องการ

ลักษณะของผลิตภัณฑ์จะคล้ายน้ำมัน แต่สักพักก็ซึมลงสู่ผิวค่ะ
ไม่เหมือนครีมที่จะเหนียวเหนอะหนะผิวเราจนทำให้ไม่สบายผิว

มาดูผลการใช้กันบ้างค่ะ
วิธีใช้ของนุ่นคือ สเปรย์ลงบนผิว แล้วค่อยๆตบให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงสู่ผิว
แรกๆ จะให้ความรู้สึกมันผิวเล็กน้อย แต่สักพักก็จะค่อยซึมลงผิวจนความรู้สึกมันหายไป
เนื้อผลิตภัณฑ์เบามากๆ ไม่ให้ความรู้สึกเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดทั่วๆไป
ในกรณีที่เราสเปรย์ลงบนหน้าก็เช่นเดียวกัน บางคนอาจปล่อยให้ซึมลงผิวเลย
แต่เนื่องจากตัวเองเป็นคนผิวผสมเลยขอตบๆให้ผลิตภัณฑืไม่ดูมันเยิ้มไป

หลังจากสเปรย์แล้ว สักพักก็ซึมสู่ผิว พร้อมออกแดดได้แล้วค่ะ
แต่จะให้ดี ควรใช้ครีมกันแดดก่อนออกแดดสัก 15-20 นาทีจะดีกว่านะคะ

Smiley Smiley Smiley

หลังจากที่ทดลองใช้มาสักระยะแล้ว รู้สึกชอบนะ เพราะใช้สะดวกมากๆ
โดยเฉพาะสาวๆออฟฟิศทั้งหลาย มันเหมาะมากที่จะสเปรย์ก่อนที่จะออกไปทานข้าวเที่ยง
ผลลัพธ์อีกอย่างที่ชอบคือ ไม่ระคายเคืองผิว ไม่แพ้ ไม่ระคายเคืองเลย
และไม่มีกลิ่นใดๆมารบกวนใจเราด้วย
สำหรับไซส์ที่ได้มาเป็นไซส์ทดลอง ถ้าใช้ทุกวันก็ถือว่าหมดเร็วเหมือนกัน
แต่เห็นว่ามีไซส์ใหญ่ด้วย ใครสนใจลองไปดูรายละเอียดกันที่ http://www.kinesys.in.th
เค้ามีรายละเอียดต่างๆครบถ้วนกันเลยค่ะ

ทิ้งท้ายด้วยข้อมูลเพิ่มเติมที่ไปค้นมาฝากกันค่ะ


ค่า SPF กับ PA+++ คืออะไร???

อาจมีสาวๆ หลายท่านเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดมาใช้กัน
พอหยิบๆ ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาดู หลายๆ คนอาจงงว่า
เอ๊ะ! SPF คืออะไร แล้ว PA+++ ล่ะ มีความหายว่าอย่างไร??
แล้วตัวเลขที่ต่อท้าย SPF ไม่ว่าจะเป็น15 30 50 ล่ะ กำลังบอกข้อมูลอะไรกับเราอยู่
จะเดินไปถามพนักงานก็เขิน สรุปก็เลยไม่รู้อยู่ดี… งั้นวันนี้เรามารู้จักค่าเหล่านี้กันนะคะ

ครีมกันแดด ทำงานอย่างไร
ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV
ด้วยการดูดซับรังสี ,ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว
หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง
สำหรับคำแนะนำในการใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด ที่ดีที่สุด
คือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสง UV ได้เพียงพอ (ซึ่งอาจจะขึ้นกับความแรงของแสง)
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรทาครีมกันแดดก่อนออกไปสู่ที่มีแสงแดด 30 นาที

แล้ว SPF คืออะไร
ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัวระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVB
หรือก็คือจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตนี้ได้หลังจากทาครีมกันแดดแล้ว
ซึ่งโดยปกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดดโดยปราศจากครีมกันแดดได้ประมาณ 20-30 นาที
ถ้าครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์นั้นระบุไว้ว่า SPF30 ก็จะหมายถึง
เราสามารถอยู่กลางแดดได้ประมาณ 30×30 = 900 นาที หรือ 15 ชั่วโมง โดยที่ผิวไม่ไหม้แดง
แต่การคำนวณอาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากครีมกันแดดที่ทาบนผิวอาจลบเลือนไปเมื่อเหงื่อออก
หรือโดนน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดควรทาครีมซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทำไม SPF สูง ก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
โดยทั่วไป ครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนทั่วๆไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชียอย่างเรา
แต่สำหรับคนที่ผิวไวต่อแดดหรือถูกผิวถูแผดเผาให้หมองคล้ำได้ง่ายนั้น ใช้ SPF 30 ก็ถือว่าเพียงพอ
แต่ถ้าอยากใช้ที่มีค่า SPF เยอะกว่านี้ ก็ไม่ว่ากันค่ะ

ตัวอย่าง ค่า SPF และ % การปกป้องแสง UV

• ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%
• ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%
• ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%
• ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
• ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
• ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
• ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
• ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

ค่า SPF สูงๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะปกป้องแสดงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า
ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูงๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
และยังเป็นไปไปได้ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้
เช่นอาจจะเกิดผดผื่นคันได้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ
เกิดรอยด่างขึ้นได้ และยังอาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าอีกด้วย

PA คืออะไร
ครีมกันแดดใหม่ๆที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter
และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA

PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA
ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรังสี UVA
ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ

ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ

PA+       หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA
PA++     หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง
PA+++   หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

คงเข้าใจกันแล้วว่า SPF กับ PA+++ คืออะไร
จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้มีความสำคัญมากในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดด
เพราะทำให้เรารู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA และ UVB ได้มากเท่าใด
ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นระบุไว้แค่ค่า SPFอย่างเดียว หรือค่า PA อย่างเดียว
ก็หมายความว่า ผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถปกป้องผิวจากทั้ง 2 รังสีได้พร้อมๆกัน
นั่นก็คือ ป้องกันได้แค่รังสีชนิดเดียวเท่านั้น
ทางที่ดี ไหนๆก็จะยอมลงทุนเสียเงินเพื่อปกป้องผิวของเราแล้ว
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุทั้งสองค่าไปเลยดีกว่า
เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องผิวสวยๆของเราจากแสงแดดค่ะ………

ขอบคุณบทความด้านบนจาก http://www.loxtrade.com

ท้ายสุดๆ ต้องขอบคุณสาวๆที่แวะมาทักทายพูดคุยกันที่บล็อกด้วยนะคะ 🙂