NIVEA Extra White


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้ขอมาเปิดกล่อง Beauty Box จากแบรนด์ NIVEA กันสักนิดนะคะ
ไม่ใช่ว่าทางนีเวียเค้ามาทำกล่องความงามรายเดือนนะคะ
แต่เป็นกล่องที่ทำขึ้นมาเฉพาะกิจส่งมาให้นุ่นได้อัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆค่า

ได้รับกล่องนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว ทางแบรนด์ส่งผลิตภัณฑ์ไลน์ใหม่ของเค้ามาให้ลองค่ะ
ถือโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และขอมาอัพเดทพร้อมกันทีเดียวเลย

เปิดกล่องมาแอบตกใจ มีหลายชิ้นเลยค่ะ
ไลน์นี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นให้ผิวดูอิ่มน้ำ ลดเลือนจุดด่างดำ กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสค่ะ
และยังช่วยฟื้นฟูผิวเสียจากเครื่องสำอางค์ที่สะสมอยู่บนใบหน้าจากการใช้เครื่องสำอางค์เป็นประจำ
สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว เพราะอ่อนโยน และปราศจากสารที่ทำให้ผิวบอบบาง

ผลิตภัณฑ์ก็มากันครบทั้งส่วนของสกินแคร์ และส่วนทำความสะอาดผิวเลย
ไปดูผลการใช้งานกันดูค่ะว่า แต่ละชิ้นมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

Nivea Extra White Day Cream SPF30 (ขนาด 30 ml)
ตัวนี้มีเนื้อครีมเข้มข้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ฉุน
ใช้ในตอนเช้าอาจต้องเผื่อเวลาหน่อยนะคะ เพราะเนื้อครีมซึมค่อนข้างช้า
แต่ช่วยความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดีทีเดียวค่ะ
มีค่า Spf ใส่มาด้วย แต่ก็ไม่เหมาะที่จะไปตากแดดกลางแจ้งนะคะ
เห็นกระปุกเล็กๆแบบนี้ แต่ใช้ได้นานเลยค่ะ เพราะเนื้อครีมข้นมาก ใช้แค่นิดเดียวก็ทั่วหน้าแล้ว

มาถึง  Nivea Extra White Pore Minimizer Night Cream กันบ้าง
ครีมบำรุงผิวยามค่ำคืนที่แม้เนื้อครีมจะมีความเข้มข้น แต่กลับให้ความรู้สึกสบายผิวดีนะคะ
ตัวนี้เหมือนเดย์ครีมเลย คือซึมค่อนข้างช้าเหมือนกัน แต่ทาแล้วตื่นนอนมารู้สึกผิวนุ่มดีค่ะ
ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือช่วยปรับผิวให้ดูเนียน และกระชับรูขุมขนให้เล็กลง

Nivea Extra White Day Serum SPF22 และ Nivea Extra White Night Serum
ทั้งสองชิ้นเป็นเซรั่มที่ให้การบำรุงล้ำลึก ใช้ก่อนลงไลน์ที่เป็นเนื้อครีมตัวบนนะคะ
เนื้อเซรั่มเหลว ซึมเร็ว แต่กลิ่นจะฉุนนิดนึงค่ะ

บำรุงครบทั้งสองขั้นตอน ในช่วงเช้าและก่อนนอนแบบต่อเนื่องจะค่อยๆฟื้นฟูผิวให้ค่อยๆดีขึ้นได้
แนะนำสำหรับน้องๆนักศึกษาเลยนะคะ เพราะราคาไม่สูงมาก และใช้ได้นานทีเดียวค่ะ

มาถึงโฟมล้างกันต่อนะคะ
Nivea Extra White Pore Minimizer Mud Foam คุณสมบัติหลายอย่างน่าสนใจดีค่ะ
เพราะมีสารคล้ายโคลนจากภูเขาไฟที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึก และสลายสิ่งอุดตันจากเครื่องสำอางออก
ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมัน คราบแป้ง หรือรองพื้น ฝุ่นสี และสารกันแดดต่างๆบนผิว
หลอดนี้เหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสม และผิวมันนะคะ ช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกินได้ดีเลยค่ะ
เนื้อมูสเบา ให้ฟองนุ่ม หลังล้างหน้าให้ความรู้สึกสะอาด และผิวก็ไม่รู้สึกแห้งตึงด้วย


สำหรับอีกชิ้นเป็น Nivea Extra White Pore Minimizer Foam ที่มีผิวมัน
คุณสมบัติโดยรวมยังคล้ายตัว Mud Foam แต่จะเน้นเรื่องกระชับรูขุมขนเป็นพิเศษ
และมี Pearly White ที่ให้ประสิทธิภาพเรื่องความกระจ่างใสค่ะ
เนื้อโฟมแน่น ล้างหน้าได้สะอาด และผิวไม่แห้งตึงหลังการล้างหน้า

ทั้งสองตัวพอช่วยได้ในเรื่องควบคุมความมันนะคะ แต่เรื่องผิวกระจ่างใสนุ่นยังไม่แน่ใจ
เพราะว่าบางช่วงถ้าโดนแดดน้อยผิวก็จะไม่ค่อยคล้ำและดูขาวขึ้นเป็นปกติ
แต่ก็เป็นตัวช่วยเรื่องทำความสะอาดได้หมดจดดีค่ะ

สรุปว่าทั้งไลน์ของ NIVEA Extra White นี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าใช้ทีเดียวค่ะ
เพราะช่วยบำรุงผิวได้ดี และราคาก็ย่อมเยาว์ด้วย
นุ่นเป็นคนผิวผสมค่อนไปทางมัน ใช้ได้ดีไม่เกิดอาการแพ้
แต่ไม่ค่อยชอบกลิ่นที่ฉุนไปหน่อยเท่านั้นค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพก็คงต้องใช้กันอย่างต่อเนื่องนะคะ
และผลการใช้เป็นผลเฉพาะบุคคล บางท่านอาจได้ผลที่ต่างกันไปตามสภาพผิวค่ะ
ผลิตภัณฑ์นีเวียสามารถหาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วๆไปนะคะ ในเซเว่นก็มี หาซื้อไม่ยากค่ะ

สุดท้ายต้องขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทายพูดคุยกันด้วยนะคะ

Review : LANEIGE Snow BB Soothing Cushion


วันนี้หยิบเอา Snow BB Soothing Cushion จาก LANEIGE มาอัพเดทผลการใช้งานในช่วงนี้กันค่ะ

ชิ้นนี้นุ่นได้รับมาจากกล่อง Vanity Trove ประจำเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งได้มาในไซส์ทดลองใช้ขนาด 4 g นะคะ ไซส์จริงจะอยู่ที่ราคา 1,500- ค่ะ
มีด้วยกันทั้งหมดสามสี แต่สีที่ได้มาคือสี Natural Beige เบอร์ 21 (น่าจะเป็นสีอ่อนสุด)

Snow BB Soothing Cushion เป็นบีบีครีมที่บรรจุอยู่ในพัฟฟองน้ำ
วิธีที่ใช้ง่ายๆ ก็แค่ใช้พัฟที่เค้าให้มากดไปที่ฟองน้ำ แล้วปาดไปบนผิวเราได้เลย
คุณสมบัติหลักๆของเค้าก็คือ ช่วยปรับผิวให้ดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ
มีค่า spf 50 pa+++ ช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี
และมอบคุณค่าการบำรุงผิวด้วย White Plus Renew Complex สูตรเฉพาะของ LANEIGE

สีที่ปาดออกมาได้จะดูค่อนข้างเข้มนะคะ แต่พอปาดไปบนผิวก็ดูกลมกลืนดีนะ

หลังจากบำรุงเรียบร้อยแล้วใช้ Snow BB Soothing Cushion จาก LANEIGE
ภาพรวมของผิวดูสว่างขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้นกว่าเดิม

ส่วนการปกปิดรอยดำ รอยแดงจากสิว หรือกระบนแก้มก็ปกปิดได้ดีเช่นเดียวกันค่ะ

ต่อจากนั้นใช้แป้งฝุ่นบีบีของ Mistine สำหรับเซ็ทบีบีให้เรียบร้อย
แป้งฝุ่นรุ่นนี้ค่อนข้างบางเบา ไม่ปกปิด มีกลิตเตอร์ละเอียดมากๆอยู่ในเนื้อแป้งด้วย
ทาแล้วให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับการใช้ควบคู่กับบีบีหรือรองพื้นที่มีการปกปิดมากๆค่ะ

ภามรวมของการลงบีบีและแป้ง เติมคิ้วและแก้มเรียบร้อย
ได้ลุคสบายๆ ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับวันที่เราไม่ต้องการความเนี้ยบมาก
พร้อมออกนอกบ้านไปทำงาน กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง กันตามสะดวกเลยค่ะ

บีบีรุ่นนี้เค้าเคลมเรื่องคุมความมันมาด้วย ก็ถือว่าทำได้ดีนะคะ
เพราะผ่านไป 10 ชม. หน้าก็มันเป็นปกติ ซึ่งนุ่นเป็นคนผิวผสมค่อนไปทางมัน
ความมันระดับนี้ถือว่าพอใจค่ะ คือไม่ได้หน้ามันกันตั้งแต่เที่ยงก็ผ่านแล้วล่ะค่ะ

ใครสนใจก็ลองแวะไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกันที่เคาน์เตอร์ LANEIGE ดูนะคะ

Review : L’oreal Lucent Magique



วันนี้ขอยกมาทั้งเซ็ทสำหรับ Lucent Magique [ลูเซนท์ เมจิก] ที่จะรีวิวให้สาวๆที่สนใจได้อัพเดทกันค่า
จริงๆทั้งหมดนี้ทางแบรนด์ส่งมาให้ได้ทดลองใช้ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เค้าออกมาใหม่ๆแล้วล่ะค่ะ
ลองใช้มาจนคิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะมากระจายข่าวบอกต่อกันได้สักทีเนอะ
ยิ่งเห็นสาวชมพู่ อารยา เค้าทำเป็นคลิปออกมา เชื่อว่าสาวๆหลายคนคงรีบไปสอยกันแล้วๆแน่เลย

จากซ้ายไปขวาประกอบด้วย ไพร์เมอร์, บีบีครีม, ทัชอัพเพ็น, รองพื้น และสุดท้ายแป้งผสมรองพื้น
ทั้งหมดนี้ใช้ร่วมกันได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจทีเดียวค่ะ แต่ตัวที่เวิร์คสุดๆที่แนะนำเลยก็คงเป็นรองพื้น
แต่อันที่จริงๆสาวๆก็คงต้องลองกันดูว่าชอบตัวไหนเป็นพิเศษอ่ะเนอะ

มาเริ่มที่ชิ้นแรก Lucent Magique Pure Light Primer
ชื่อเป็นไพร์เมอร์ แต่คุณสมบัติหลักๆเค้าทำหน้าที่คล้ายๆไฮไลท์เลย คือทำให้ผิวดูโกลว์ สว่าง
ตัวนี้ทำหน้าที่ในการปรับผิวให้ดูสว่างใสได้ดี ทำให้ผิวดูไบรท์ขึ้นมากๆ
เนื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อมุกสีขาวละเอียดเล่นแสงไฟ แต่ถ้าแล้วหน้าไม่วาว ไม่เวอร์ค่ะ
ซึมสุ่ผิวได้ทันที สามารถตามด้วยผลิตภัณฑ์ตัวอื่นได้โดยไม่เกิดคราบใดๆเลยค่ะ

ชิ้นต่อมาคือ Lucent Magique Skin Luminating BB Cream SPF 20 PA+++
เป็นบีบีครีมที่แปลกมากๆ เพราะเนื้อผลิตภัณฑ์จะเป็นสีขาวและมีเม็ดบีดส์ขนาดเล็กมากๆปนอยู่
แต่พอทาไปแล้วเนื้อครีมจะดูกลมกลืนกับสีผิวเราในทันที แต่กลับช่วยทำให้ผิวดูสว่างขึ้น
ซึ่งบางทีนุ่นจะใช้ตัวนี้เดี๋ยวหลังจากที่ทากันแดด แล้วลงแป้งตามได้เลย ได้ผิวที่ดูเป็นธรรมชาติดีค่ะ

คุณสมบัติหลักๆของเค้าคือ ปรับผิวให้ดูเนียนละเอียดและสว่างขึ้น เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะหนะ
แต่ระดับการปกปิดยังถือว่าไม่ได้มากมายนะคะ ใครมีรอยสิวเยอะอาจจะเอาไม่อยู่ค่ะ
ใครที่ผิวดีอยู่แล้วใช้ตัวนี้เดี่ยวๆได้สบายหายห่วงค่ะ ทำให้ผิวดูผ่องขึ้นได้เลย

Lucent Magique Liquid Light Touch-Up Pen ด้ามนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้ชิ้นอื่นๆด้านบนเลยนะคะ
สำหรับตัวนี้จะมีสองสีคือ ชมพู และสีเนื้อค่ะ เป็นปากกาที่ให้ความวาว ความสว่างแบบไฮไลท์
สามารถเติมได้ทั้งก่อนและหลังแต่งหน้าเลย โดยแต้มในจุดที่เราต้องการให้กระทบกับแสง
เช่น โหนกคิ้ว โหนกแก้ม สั้นจมูก หรือตรงรอยหยักที่ริมฝีปากบน ก็ได้
ซึ่งตัวสีเนื้อจะมีความวาวน้อยกว่าสีชมพู ทำให้เรายังสามารถใช้แทนคอนซีลเลอร์ได้ด้วย

มาถึงชิ้นโปรดของนุ่นเลย Lucent Magique Light-Infusing Foundation
รองพื้นราคาย่อมเยาว์แต่ให้ผลลัพธ์น่าประทับใจมาก ตัวนี้ช่วยให้ผิวดูเนียนฉ่ำ ดูสุขภาพดี
ปกติคนหน้าเกือบมันแบบนุ่นขอผ่านกับลุคฉ่ำวาวแน่นอนทันที แต่ตัวใช้แล้วชอบมากๆ
เพราะทำให้หน้าดูวาวแต่ไม่หมอง ไม่ทำให้หน้าดูมันเยิ้ม ดูฉ่ำแบบกำลังดีเลย
ระดับการปกปิดปานกลางนะคะ แต่สามารถเพิ่มในจุดที่เป็นปัญหาได้โดยไม่ดูหนาเกินไป
เกลี่ยได้ง่าย ซึมเร็ว เนื้อสัมผัสบางเบา สบายผิว ให้ใบหน้าดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติค่ะ

มาถึงตัวสุดท้าย Lucent Magique Skin Luminating Tri-Powder Foundation
แป้งผสมรองพื้นที่มี 3 โทนสีในตลับเดียว แป้งตัวนี้เหมาะกับการใช้เดี่ญวๆมากกว่านะคะ
เพราะถ้าใช้หลังลงรองพื้น โดยส่วนตัวนุ่นรู้สึกว่าจะดูหนาและดูโบ๊เกินไป
แต่ถ้าใช้คู่กับ BB ตัวบนยังถือว่าจับคู่กันได้ดีกว่า ซึ่งนุ่นชอบใช้กับแปรงปัดแป้งมากกว่าฟองน้ำ
จะได้ใบหน้าที่ดูนวลเนียนกำลังดี ไม่หนา หรือว่าวอก หรือดูหนักเกินไปค่ะ

ที่นี้มาดูเนื้อผลิตภัณฑ์ของแต่ละชิ้นกันบ้างนะคะ (จากในรูปนุ่นลืมปาดสีแป้งให้ดู..ต้องขออภัยค่ะ)

แล้วมาดูขั้นตอนการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันด้วยผลิตภัณฑ์ Lucent Magique ที่ใช้เป็นประจำค่ะ


สำหรับรองพื้นของนุ่นใช้เบอร์ N2 Pure Porcelain และแป้งเบอร์ N2 Nude Vanilla ค่ะ
โดยก่อนลงรองพื้นนุ่นใช้ Primer และ BB ในเซ็ทเตรียมผิวก่อนเรียบร้อยแล้วค่ะ

สำหรับพอยท์เมคอัพในทุกๆวันนุ่นใช้แค่ บลัชออน, มาสคาร่า และลิปสติกแค่นั้นค่ะ
ไม่ได้ใช้เฉดดิ้งหรือไฮไลท์เพิ่ม เพราะเป็นคนหน้ามันไวมาก ไม่อยากให้หน้าดูหมองระหว่างวันค่ะ

จากภาพก่อนและหลัง จะเห็นว่า เมื่อลงครบทุกขั้นตอนจะเห็นว่าผิวได้รับการปกปิดที่ดีขึ้น
ใบหน้าดูสว่างสดใส ได้ลุคเบาๆดูเป็นธรรมชาติ ไม่หนาไม่โบ๊ะเลยค่ะ

ผ่านไปราวๆ 8-9 ชม. จะได้ผิวประมาณนี้นะคะ คือฉ่ำมากแต่ดูไม่หมอง
แป้งและรองพื้นยังติดผิวดีอยู่ ไม่มีคราบใดๆเกิดขึ้น ปลื้มมากๆค่ะ

สำหรับ Lucent Magique นุ่นชอบทุกตัวเลย เพราะใช้ได้ดีกับสภาพผิวและไลฟ์สไตล์ตัวเองมากๆ
ราคาก็ไม่แพง และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็ดีเกินราคาด้วย
สาวๆสนใจชิ้นไหน ลองแวะไปทดสอบผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เจอร์กันดูนะคะ
เชื่อว่าต้องมีสักชิ้นที่โดนใจกันแน่นอนค่ะ

ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาพูดคุยทักทายกันด้วยนะคะ

What’s in my Vanity Trove Aprill Edition


สวัสดีค่า เข้าเดือนเมษายนก็ได้เวลาเปิดกล่องความงามของแบรนด์ Vanitytrove กันแล้วล่ะค่ะ
จริงๆนุ่นไ้ด้รับกล่องมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนแล้ว แต่ติดภารกิจมากมายเลยไม่ได้มาเปิดกล่องสักที
วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว ขอเปิดให้ชมกันเลยนะคะ

สำหรับกล่องเดือนเมษายนนี้ก็ยังคงมีของอัดแน่นมาเช่นเคยค่า
เดือนนี้เค้ามาในห้อข้อที่ว่า Once Upon A Summer Romance : Season of Undeniable Glow
กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก แม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนผัน แต่รักที่ให้ตัวเองไม่มีวันแปรเปลี่ยน
เป็นหัวข้อที่หวานมากๆเลยค่ะ ตอนเปิดกล่องมาเลยได้กลิ่นบุหงาหอมๆที่เค้าใส่มาในกล่องด้วย

และในกล่องก็จะมีการ์ดแนะนำผลิตภัณฑ์มาอย่างครบถ้วนเช่นเคย
โดยผลิตภัณฑ์ของกล่องนี้จะเน้นเรื่องการดูแล ฟื้นฟูผิว เพื่อรับกับอากาศร้อนๆในช่วงซัมเมอร์นี้
ไปดูกันว่าแต่ละชิ้นมีอะไรน่าสนใจกันบ้างค่ะ

ชิ้นแรกเป็นยาทาเล็บไซส์เล็กจิ๋วของ OPI ซึ่งสีนี้ถูกใจมากๆค่ะ
กำลังอยากได้สีแบบนี้อยู่พอดี ปริมาณขนาดนี้ใช้ได้แบบไม่ต้องเสียดายเลย
เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม่ทันไรยาทาเล็บก็เริ่มหนืดก่อนหมดขวดทุกที
ในการ์ดไม่ได้ระบุราคามานะคะว่าเท่าไหร่ แต่เคยเจอตามตลาดนัด ไซส์นี้ก็ 200 นิดๆค่ะ

ชิ้นต่อมาเป็น Oriental PrincessRed Natural Whitening Phenomenon
เซรั่มสูตรเข้มข้นที่ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าและลำคอที่หมองคล้ำให้ดูสว่างสดใส
ตัวนี้น่าสนใจดีค่ะ เห็นที่ช้อปก็แอบเล็งๆอยู่เหมือนกัน วันนี้ได้ลองใช้แล้ว
ได้ผลดี ไม่ดี ยังไงจะมาส่งข่าวกันอีกทีค่า
ไซส์จริงจะมีขนาด 30 ml. ราคา 1,005- ค่ะ

เปิดกล่องมาเจอยี่ห้อ ele ก็แอบดีใจที่ได้ลองนะคะ เพราะเห็นหลายคนพูดถึงยี่ห้อนี้กันเยอะเลย
สำหรับกระปุกนี้เป็น mask cream ที่ช่วยในเรื่องการกระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวใสสะอาด
และนอกจากนั้น วิตามีซีเข้มข้นที่เป็นส่วนผสมในครีมกระปุกนี้ยังช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูสุขภาพดีด้วย
เค้าแนะนำให้มาส์กทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วค่อยล้างออกในตอนเช้า ตอนนี้นุ่นยังไม่ได้ลองนะคะ
ขอทดสอบทาบริเวณกราม หรือหลังหูทดสอบอาการแพ้ก่อนละกันเนอะ แล้วจะมารายงานผลอีกทีค่า
เจ้ากระปุกนี้ไซส์ปกติเค้าจะ 50 ml. ราคา 1,250- นะคะ

มาถึงมาส์กสุดโดปรดของนุ่นนะคะ My Beauty Diary ที่มาในกล่องนี้เคยใช้เป็นประจำค่า
สูตร Black Pearl นี้จะเน้นเรื่องความขาวกระจ่างใสของผิว และบำรุงผิวไปในตัวด้วย
ตัวนี้นุ่นแนะนำเลยว่าใช้เป็นประจำต่อเนื่อง ผิวดูกระจ่างใสและดูสุขภาพดีได้จริงๆค่ะ
แถมมาส์กยี่ห้อนี้ก็ถือว่าเป็นสินค้าขายดีในโซนเอเซีย และบ้านเราด้วยนะคะ
ใครไม่เคยลอง..ต้องลองค่า ราคากล่องนึงก็ 109- มี 2 ซอง ค่า

มาถึงเซรั่มบำรุงผมและหนังศรีษะของ Swenson ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอยู่ในการ์ดนะคะ
กล่องเมื่อเดือนกุมพาเคยได้ขวดสีเขียวมาขวดนึงแล้ว แต่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่
เพราะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใช้ยากค่ะ ขวดมีขนาดเล็ก ฝาเปิดยากมาก แถมเปิดมาก็เกือบหกเลย
เดี๋ยวไปลองใช้ทั้งสองสูตรให้หมดแล้วจะมารายงานความคืบหน้าค่า

อีกชิ้นที่น่าสนใจคือ aliz paulin เป็นแบรนด์ที่ไม่เคยใช้มาก่อนอีกเช่นกันค่ะ
แบรนด์นี้เป็นของประเทศฝรั่งเศส หลายคนอาจคุ้นตากันตามแมกกาซีนมาบ้างแล้วเนอะ
สำหรับสองหลอดนี้เป็นกันแดดสูตรน้ำนมที่มีค่า spf ค่อนข้างสูง คือ spf100 และ 60
เนื้อครีมที่เป็นน้ำนมแบบนี้จะค่อนข้างซึมสู่ผิวเราได้เร็ว ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว
แถมยังกันน้ำและกันเหงื่อได้เป็นอย่างดี และป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB
เหมาะกับอากาศร้อนๆของบ้านเราตอนนี้สุดๆเลย  ราคาไซส์จริง อยู่ที่ 1,300-1,350-

มาถึงของ Dr.pharm แบรนด์ที่โด่งดังในเกาหลีมากๆค่ะ
2 ชิ้นนี้คือ BB cream มาในรูปแบบซองค่ะ ปริมาณในซองน่าจะใช้ได้ประมาณสองครั้งนะ
จะแยกเป็นสูตรที่มีชิมเมอร์และไม่มีชิมเมอร์ค่ะ และแยกสำหรับคนผิวสีเข้มกับคนผิวขาว
เน้นการปกปิด และเพิ่มความกระจ่างใส ต้องขอไปลองก่อนนะว่าจะเวิร์ครึเปล่า
ไซส์จริงอยู่ที่ 40 ml. ราคา 995- ค่ะ

และสุดท้ายเป็นบัตรส่วนลดผลิตภัณฑ์ Oriental Princess Red Natural Whitening Phenomenon

ในกล่องนี้จะมีหนึ่งสิ่งที่ไม่ได้ก็คือ แป้งผสมรองพื้นของ Dior ซึ่งเสียดายมากๆ อยากลองอ่า
ใครได้แป้ง Dior แวะมาอัพเดทผลการใช้งานให้ฟังกันได้น๊า
สำหรับสาวๆท่านไหนที่อยากลองสั่งกล่องความงามไปลุ้นของด้านในกันบ้าง
ลองคลิ้กไปดูรายละเอียดกันได้ที่ www.vanitytrove.co.th ได้เลยค่า

สุดท้ายขอบคุณทาง vanitytrovethailand ด้วยค่ะ ที่ส่งกล่องมาให้ลุ้นแบบนี้
เดือนหน้าจะมาในคอนเซ็ปท์อะไร มีอะไรอยู่ในกล่องบ้าง รออัพเดทกันอีกทีนะคะ
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายพูดคุยกันด้วยค่า Smiley

Colour Swatch : Maybelline Blush’em!


สวัสดีค่ะ วันนี้หยิบเอาไอเท็มสวยๆงามๆมา Swatch สีให้ดูกันอีกแล้ว
ถึงคิวของสีปัดแก้มสุดชิคใหม่ล่าสุดจากเมย์เบลลีน กับ  Maybelline Blush’em!  ค่า

เค้ามีสีสวยๆให้เลือกใช้กันถึง 5 สีเลยค่ะ แต่ทางแบรนด์ส่งมาให้ได้ลองก่อนใคร 3 สีสวยงามนี้ล่ะค่ะ
รุ่นนี้เค้าจะพร้อมกันถึงสองโทนสีในตลับเดียวเลยค่ะ จะใช้แค่สีเดียว หรือสองสีรวมกันก็ยังได้
อ้อ…มีแปรงขนาดจิ๋วมาในตลับด้วยนะคะ ไม่ต้องพกแปรงเพิ่มเลยจ้า

Maybelline Blush’em! มากับไซส์เล็กจิ๋วขนาด 3g นะคะ ตลับเล็ก เบาบาง พกสะดวกมากๆ
นุ่นชอบนะ เพราะว่าพกง่าย ใช้ได้จนเบื่อพอดิบพอดี คือถ้าเยอะไปใช้ไม่หมดสักทีมันก็เบื่อซะก่อน
ขนาดประมาณนี้นุ่นว่าถึงจะเล็ก แต่เราก็รู้สึกว่าใช้ได้คุ้มค่า หมดก็ตัดสินใจซื้อสีอื่นใหม่ได้ไม่ยากเลย

เริ่มที่สีแรกกันนะคะ สีโทนน้ำตาลบ่มแดดมีชื่อเก๋ๆว่า I can kill for gold เบอร์ 06
เป็นสีที่เหมาะมากใช้เฉดข้างแก้มเบาให้หน้าดูมีมิติขึ้นมากๆค่ะ
แต่สีจะติดอมแดงนิดนึง คิดว่าไม่เหมาะนำมาเฉดดิ้งจมูกนะคะ จะทำหน้าเราดูเลอะๆไป
ใช้ปัดแก้มก็จะได้ลุคเหมือนไปนอนอาบแดดมาเบาๆ จะได้แก้มเหมือนตากแดดมากำลังสวยเลย

สีต่อมาเป็นเบอร์ 06 I’m so energetic สีโทนชมพูอมส้ม ให้ผิวแลดูมีเลือดฝาดสุขภาพดี
สีนี้เหมาะกับสาวๆทุกสีผิวเลย เพราะปัดออกมาได้แก้มชมพูเรื่อๆดูเป็นธรรมชาติค่ะ

ส่่วนใครที่ชอบสีหวานๆก็แนะนำสีนี้เลยค่ะ I love pink เบอร์ 04 ชมพูหว้าน..หวาน
สีชมพูบาร์บี้ที่สาวผิวขาวทาได้ขึ้นมากกกกก ปัดเบาๆก็ได้แก้มสีสันสดใสพร้อมลุยแล้วค่ะ

สำหรับทั้งสามสีให้เม็ดสีที่ชัดเจนดีค่ะ ปัดเบาๆสีก็ติดเห็นได้ชัดแล้วนะคะ
นุ่นใช้วิธีปัดทั้งสองสีรวมกันแล้วนำมาปัดแก้มอีกที ให้สีที่นวลกำลังพอดีในปริมาณที่เราต้องการเลย
แปรงที่มีในตลับขนาดค่อนข้างเล็กและแข็งนิดหน่อย ปัดได้ไม่สวยเท่าแปรงปัดแก้มขนาดใหญ่ๆ
เพราะฉนั้น ถ้าใช้แปรงในตลับก็ต้องค่อยลงสีเบาๆ แล้วใช้นิ้วมือเราช่วยเกลี่ยสีไปด้วย
แก้มจะได้ไม่ออกมาเป็นปื้นๆ หรือดูเป็นเส้นหนาๆค่ะ


โดยรวมนุ่นว่าเป็นบลัชออนราคาย่อมเยาว์ที่ใช้ได้นานและให้สีสวยดีทีเดียว
ต้องขออภัยที่จำราคาไม่ได้ชัดเจน แต่คิดว่าน่าจะอยู่ที่ ไม่เกิน 200- บาทนะคะ
สาวๆท่านไหนสนใจลองแวะไปดูกันที่เคาน์เตอร์ของเมย์เบลลีนกันดูได้เลย
จะได้ทดลองสีสันกันด้วยตัวเองไปเลย ว่าชอบสีไหนกัน

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายด้วยนะคะ แล้วจะแวะกลับไไปทักทายที่บล็อกอีกทีค่า