Color swatch Guerlain Rouge G L’extrait


กลับมา swatch สีลิปให้ดูกันอีกแล้ว ช่วงนี้หลายๆแบรนด์ทยอยออกลิปสติกรุ่นใหม่ๆกันมาเยอะ

ทำให้มีโอกาสได้ทดลองใช้ไปกับเค้าด้วย ยังไงจะค่อยๆ หยิบมาอัพเดทให้ดูกันนะคะ

สำหรับวันนี้เป็นแบรนด์ที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันอยู่บ้าง

กับ GUERLAIN (เกอร์แลง) ไฮแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีน่าสนใจอยู่หลายชิ้นเลย

ตอนนี้เค้ากำลังออก Fall Collection 2012 ที่เน้นสีสันของโทนชมพูและแดงมายั่วใจสาวๆกันค่ะ

ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างนึงของแบรนด์นี้ก็คือบรรจุภัณฑ์ที่หรูหราโดดเด่น
เห็นครั้งแรกแทบจะเดากันไม่ออกเลยนะคะว่าชิิ้นนี้คือะไรกันนี่
เฉลยให้ตรงนี้เลยว่า….นี่คือ ลิปสติกสุดเก๋ Guerlain Rouge G L’extrait

ลิปสติกแท่งนี้เก๋ตรงที่มีกระจกติดมาให้เราใช้งานได้สะดวกในคราวเดียวเลย
พกไปทาที่ไหนไม่ต้องกลัวว่าจะเล็งกันไม่ถูกแล้วล่ะค่ะที่นี้

ลักษณะเป็นแท่งแบบหมุม ใช้งานง่ายและสะดวกมากๆ แต่น้ำหนักก็เอาเรื่องอยู่ทีเดียว
เพราะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ประมาณมือถือหนึ่งเครื่องเลยทีเดียว


ขนาดถืออยู่ในมือประมาณนี้ค่ะ ถ้าสาวๆที่ถือกระเป๋าคลัชใบเก๋ คงพกแท่งนี้ได้แท่งเดียว
แต่ถ้าเป็นกระเป๋าถือใบใหญ่ จัดไปได้เต็มที่เลยค่ะ

Guerlain Rouge G L’extrait เป็นการผสานกันระหว่างลิปสติกและกลอสเข้าด้วยกัน
มีส่วนผสมที่ช่วยเติมเต็มร่องลึกของริมฝีปากให้ตื้นขึ้น
ช่วยให้ริมฝีปากดูอวบอิมและเนียนเรียบสวยงาม

สำหรับสีนี้คือสี M27 Luxure สีแดงเข้ม สวยมากกกก
เป็นลิปเนื้อแมทที่มีความเข้มข้นของเนื้อครีมที่ช่วยให้เกลี่ยง่าย
แต่ถึงรุ่นนี้จะเป็นเนื้อแมทแต่ก็ไม่ทำให้ปากแห้งเลย และติดทนนานแต่ไม่เหนียวเหนอะด้วย
และด้วยเม็ดสีที่คมชัดมาก จะเห็นว่าสามารถกลบสีปากได้แบบสนิทมิดชิดเลย
เปรียบเทียบริมฝีปากบนยังไม่ได้ทาลิป และริมฝีปากล่างลงลิปเรียบร้อย ความแต่งต่างชัดเจน

ทาลิปแดงสดขนาดนี้แทบไม่ต้องแต่งหน้าอะไรเลยนะคะ เพราะสีปากช่วยขับผิวเราให้ดูสว่างใสมาก
และช่วยทำให้ใบหน้าเราดูสวยสมบูรณ์แบบมากขึ้นแม้เมคอัพจะเบาบางขนาดนี้

สรุปผลการใช้ Guerlain Rouge G L’extrait
ตอบได้คำเดียวว่า ชอบ มากๆๆๆ เพราะเนื้อลิปคุณภาพดีจริงๆ
สีสวยชัด ติดทน ทาแล้วให้ลุคที่ดูหรูหรา เป็นสีแดงที่เหมาะกับสาวๆทุกคนจริงๆ
ใครที่ชอบและโปรดปรานลิปสติกสีแดงแรงฤทธิ์ แท่งนี้แนะนำว่าห้ามพลาดเลย
เชื่อว่าลองแล้วจะต้องตกหลุมรักกันแน่ๆ ค่ะ

แต่เนื่องจากลิปรุ่นนี้มีราคาค่อนข้างสูง คือแท่งละ 2,000-
ใครที่สนใจควรลองไปเทสต์เนื้อผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์กันดูนะคะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ
หรือบางที อาจจะสนใจชิ้นอื่นๆในคอลเลคชั่นนี้เพิ่มเติมอีกก็เป็นได้


คราวหน้ามีอะไรน่าสนใจจะอัพเดทให้ทราบกันอีกนะคะ
ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทาย พูดคุย กันด้วยค่า

Review : Bisous bisous BB Brightening Cream


รีวิวกันอีกแล้ว หลังจากที่ swatch สีลิปกันไปหลายแท่ง เกรงว่าสาวๆจะเบื่อ
วันนี้เลยหยิบ BB ครีมใหม่ล่าสุดจาก Bisous Bisous ที่ส่งมาให้ลองใช้มาอัพเดทให้ทราบกันค่ะ
Bisous bisous BB Brightening Cream (1,095-)
ก่อนหน้านี้ทางแบรนด์เค้าก็มี BB ครีมอยู่แล้วนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะยังวางขายอยู่ไม๊
ซึ่งรุ่นเดิมเนียะ เค้าจะเป็นแบบหลอดบีบที่มาพร้อมกับแปรงให้ด้วย
แต่ตัวนี้เป็นสูตรใหม่ที่ทำออกมาให้เหมาะกับสาวผิวมันโดยเฉพาะ คุมมันได้ดี
เพราะเนื้อ BB มีความแมท ไม่มันวาวเหมือนรุ่นเก่า แต่ก็ยังพอดูมีความฉ่ำเงาอยู่เล็กน้อยนะคะ
และเพิ่มค่า Spf ในการป้องกันแสงแดดเพิ่มด้วย
สิ่งที่ชอบมากในตอนที่เห็นครั้งแรกก็คือ แพคเกจใหม่ที่ไม่ใช่หลอดบีบแบบเดิมๆนี่ล่ะค่ะ
แพคเกจแบบนี้เค้าเรียกว่า Air Less Pump ค่ะ
เค้้าออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องเนื้อครีมจากอากาศภายนอก
และช่วยคงประสิทธิภาพการปกปิดและการบำรุงไว้ให้เหมือนกับเพิ่งเปิดใช้เป็นครั้งแรก
ในหลายๆยี่ห้อก็ทำประมาณนี้กันเยอะเลย เพราะประโยชน์ของแพคเกจรูปแบบนี้เป็นอย่างนี้นี่เอง
รายละเอียดผลิตภัณฑ์เค้าเคลมเอาไว้ว่า
“BB Brightening Cream บีบีสูตรพิเศษ จากผู้คิดค้นบีบีครีมคนแรกของเกาหลี ดร.โช ฮุน แด 
เป็นผู้ออกแบบสูตรให้โดยเฉพาะ เป็นที่ชื่นชอบของสาวเกาหลีและเหมาะกับผิวคนเอเชีย 
 
ผิวสวยเจิดจรัสด้วยบีบีครีมเนื้อนุ่มสองเฉดสีเหมาะกับทุกสีผิว 
ผสานการบำรุงจากวิตามินซีและคอลลาเจน 
พร้อมเพิ่มSPF35 PA++ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวสวยจากแสงแดด
และปรับสูตรให้เนื้อครีมแมตต์ผิว รวมทั้งคุมความมันให้ผิวหน้าสวยไร้ความหมองยาวนานยิ่งขึ้น 
ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะ ใช้ได้ทุกวันเพื่อให้ผิวชุ่มชื่น กระจ่างใส ไร้ที่ติ…”
เนื้อ BB จะออกสีเนื้ออมชมพู เหมาะกับคนที่มีผิวขาวอมชมพูนะคะ
สำหรับสาวๆที่ผิวขาวอมเหลืองควรใช้แป้งฝุ่นที่มีสีไปทางเหลืองจะกลมกลืนกว่า
สาวผิวคล้ำมากๆไม่เหมาะนะคะ เพราะเค้ามีแค่ 2 เบอร์ ซึ่งสีค่อนข้างจะสว่างทั้งสองเบอร์เลย
ถ้าใช้แล้วผิวหน้าจะดูลอย ดูหลอกไปค่ะ
มาลองใช้กันเลยนะคะ สภาพผิวหลังล้างหน้าเรียบร้อย
นุ่นเป็นคนผิวผสมค่อนไปทางมัน แต่หลังล้างหน้าหน้าจะแห้งตึงเล็กน้อย
พอผ่านไปสักชั่วโมง ผิวจะเริ่มผลิตน้ำมันละ ถ้าอยู่ในที่อากาศร้อน หน้าก็จะมันไวมาก
ส่วนที่มันไวที่สุดก็จะเป็นบริเวณเปลือกตาและจมูกค่ะ
สีผิวไม่สม่ำเสมอนะคะ ช่วงแก้มจะผิวสว่างกว่าช่วงอื่น ช่วงคางสีผิวจะแลดูคล้ำ
รูปทั้งหมดถ่ายข้างหน้าต่าง หน้าจะดูสว่าง แต่ก็จะเห็นร่องรอยไฝฝ้า รอยสิวชัดเจน
ซ้ายมือคือรูปที่ทา BB Brightening Cream และขวามือก็ลงแป้งฝุ่นแบบ Tranlucent ตาม
ลองเหลือบไปดูรูปบนก่อนแต่งอีกทีก็จะเห็นว่า รอยกระจางๆ รอยแดงข้างปีกจมูกถูกปกปิดไปแล้ว
เมื่อเราลงแป้งตาม ระดับการปกปิดก็จะเพิ่มขึ้น ผิวหน้าดูเนียนและสีผิวดูสม่ำเสมอ
เปรียบเทียบให้ดูอีกครั้งจากรูปซ้ายมือก่อนลง BB และขวามือเติมเครื่องสำอางค์ครบเกือบหมดแล้ว
ผิวดูสดใส ไร้ความหมองคล้ำ รอยสิว รอยกระ รอยแดงหายไปหมดเรียบร้อยค่ะ
Smiley Smiley Smiley
สรุปผลการใช้ BB Brightening Cream ตามสภาพผิวผสมของนุ่น
 
โดยส่วนตัวค่อนข้างพอใจกับผลที่ได้ เพราะคุมมันได้ดีทีเดียว
ปกติครีมทั่วๆไปที่เคยใช้ผ่านๆมาจะคุมมันได้ไม่เกินครึ่งวัน ตกบ่ายนี่หน้าจะเริ่มมันเยิ้มแล้ว
แต่รุ่นนี้พอช่วยได้เกินครึ่งวัน พอตกบ่ายผิวเริ่มมีน้ำมันผุดตามรูขุมขนบ้าง แต่ไม่มาก
เพราะฉะนั้น คนที่ผิวแห้งมากๆอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ค่ะ หน้าจะแลดูแห้งเกินไป
แต่สิ่งที่ไม่ชอบก็มีอยู่นิดหน่อยคือ ด้วยความที่เป็นครีมมีเนื้อที่มีความแห้ง จึงเกลี่ยค่อนข้างยาก
ต้องค่อยเกลี่ยๆ แต่ก็ต้องไวพอสมควร เพราะถ้าช้าอาจจะเป็นคราบได้ชัดเจน
จึงต้องลงที่น้อยๆ เกลี่ยไปทีละจุดจนทั่วใบหน้า อย่าใจร้อนแต้มห้าจุดเพราะมันจะคุมยากนิดนึงค่ะ
ระดับการปกปิดก็อย่างที่บอกข้างต้นคือปกปิดได้ดีสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาผิวน่าหนักใจ
แต่คนที่มีปัญหาผิวเรื่องรอยสิวปริมาณมากๆ อาจอยู่ในระดับปานกลางนะคะ
Smiley Smiley Smiley
เพื่อนๆคนไหนสนใจ BB Brightening Cream หลอดนี้ ลองไปเทสต์เนื้อผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์ดูนะคะ
จะได้ลองเนื้อสัมผัสด้วยตัวเองว่าชอบ หรือไม่ชอบ
หรือสามารถดูผลิตภัณฑ์อื่นๆของ Bisous Bisous ที่เคยทำรีวิวไว้ได้ ที่นี่ ค่ะ
ท้ายสุดต้องขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาทักทายพูดคุยด้วยค่ะ Smiley

Review : Smooth E Baby Face Foam


ถ้าพูดถึงโฟมล้างหน้าแบบไม่มีฟอง ยี่ห้อแรกที่หลายๆคนนึกถึงก็คงไม่พ้น Smooth E แน่ๆเลย
ใช่แล้วล่ะค่า วันนี้จะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้กันค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกสักนิดว่าไม่เคยใช้โฟมแบบไม่มีฟองเลยนะคะ
เพราะรู้สึกว่ายังไงก็ไม่มั่นใจว่าล้างหน้าได้สะอาดรึเปล่า
แต่ผลที่ได้ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนความคิดเราไปได้เลยทีเดียวล่ะค่ะ


Smooth E Babyface Foam
สูตรไม่มีฟองหลอดนี้
จากฉลากของผลิตภัณฑ์เคลมว่าช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวอุดตัน สิวอักเสบได้
เพราะเค้ามีเทคโนโลยี NON-IONIC (NIS) 100 % ที่ไม่ผสมสารลดแรงตึงผิว
จึงไม่ทิ้งสารตกค้างอันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว
นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนผสมหลักที่มีวิตามิน อี ซึ่งวิตามินอีก็จะทำหน้าที่เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว

เคยอ่านเจอข้อมูลจากนิตยสารหลายเล่มเค้าบอกว่า
คนที่ผิวแห้งมากๆจะมีริ้วรอยเกิดขึ้นไวกว่าคนผิวมัน เพราะผิวขาดความชุ่มชื้น
ถ้าผิวเราคงความชุ่มชื้นไว้ได้นาน ก็จะเป็นการชะลอริ้วรอยทั้งหลายที่จะมาเยือนอีกด้วย

เนื้อโฟมเค้าจะมีลักษณะคล้ายๆกับครีมโฟมของโฟมล้างหน้าทั่วไป
มีความแน่นหนึบของเนื้อครีม แต่ถึงจะเป็นเป็นโฟมสูตรไม่มีฟอง
เวลาที่เราถูไปบนผิวหน้าเปียกๆของเราก็ไม่รู้สึกฝืดใดๆนะคะ

โฟมไม่มีฟองแบบนี้ เราแค่นวดวนไปบนผิวหน้าเบาๆก็พอนะคะ
ไม่ต้องถูแรงๆเหมือนตอนใช้โฟมแบบมีฟอง
เพราะแบบนั้นจะเป็นการทำลายผิวหน้าเราจนเกินไปค่ะ
ค่อยนวดๆวนให้ทั่วใบหน้าจนรู้สึกสะอาดก็พอแล้วล่ะค่ะ

สำหรับโฟมล้างหน้าทั่วๆไปก็จะมีค่า pH คือความเป็นกรดเป็นด่างของผลิตภัณฑ์ต่างๆกันไปนะคะ
บางยี่ห้ออาจมีความเป็นกรดสูง หรือในบางยี่ห้อก็อาจจะมีความเป็นด่างสูง
ซึ่งก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าของเราเกิดการระคายเคือง หรืออาการแพ้ได้
สำหรับ Smooth E Babyface Foam หลอดนี้มีค่า pH Balance
คือมีค่าความสมดุลของกรดด่างตามธรรมชาติของผิว
ซึ่งความสมดุลตรงนี้จะช่วยลดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวเราได้มากเลยล่ะค่ะ

ปกติเป็นคนที่ชอบโฟมล้างหน้าแบบที่มีฟองนุ่มๆ รู้สึกว่าล้างแล้วหน้าสะอาดหมดจดดี
เพราะเราเป็นคนผสม บางทีผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามาก
ถ้าทำความสะอาดไม่หมด สิวอุดตัน หรือ สิวอักเสบอาจเกิดขึ้นได้
พอได้ Smooth E Babyface Foam มาลองก็แอบหวั่นๆ เพราะไม่เคยใช้โฟมแบบไม่มีฟองเลย
แต่พอได้ลองใช้แล้วก็รู้สึกประหลาดใจที่โฟมไม่มีฟองแบบนี้
ทำความสะอาดผิวหน้าเราได้สะอาดหมดจดไม่แพ้โฟมแบบมีฟองเลยค่ะ

ในวันแรกๆที่ทดลองใช้เราอาจรู้สึกเหมือนล้างหน้าไม่สะอาดรึเปล่า เพราะผิวเหมือนมีอะไรเคลือบไว้
แต่พอใช้ทุกๆวัน รู้สึกได้เลยว่าหน้าสะอาดดีมากๆ เพราะพอลองใช้โทนเนอร์เช็ดผิวดู
สำลีก็ยังสะอาดเหมือนใหม่ แปลว่าเราล้างหน้าได้หมดจดดีแล้วล่ะค่ะ

หลังล้างหน้าก็ไม่รู้สึกว่าผิวแห้งตึง รู้สึกผิวยังคงความชุ่มชื้นอยู่ แต่ไม่มีความมันตกค้าง
และยังให้ความรู้สึกถึงโฟมที่มีความอ่อนโยนต่อผิวหน้า ไม่เกิดความระคายเคืองหลังการใช้
จากวันแรกที่ใช้ จนถึงวันนี้ ใกล้จะหมดหลอดแล้ว ยังไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นเลย
ถือว่าโฟมไม่ฟองหลอดนี้สอบผ่านสำหรับคนผิวผสมแบบนุ่นนะคะ
คงได้ลองสูตรอื่นๆของ ได้ Smooth E ในครั้งต่อๆไปแน่นอนค่ะ


ขอทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการล้างหน้าอย่างถูกวิธีกันนะคะ

การล้างหน้าไม่ใช่การทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ อย่าได้รุนแรงกับใบหน้าเป็นอันขาด

ควรใช้วิธีการลูบไล้ผิวหน้าอย่างเบามือและอ่อนโยนที่สุด

การล้างหน้าแบบถูใบหน้าแรงๆ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
การลูบโฟมบนใบหน้า ควรลูบไปในทิศตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงเสมอเพื่อชลอการเกิดริ้วรอย

และควรใช้ผ้าขนหนูแยกจากผ้าเช็ดตัว ควรมีผ้าขนหนูสำหรับใบหน้าโดยเฉพาะ
และซับหน้า เบาๆหลังจากล้างหน้า

สำหรับความเชื่อผิดๆ เช่น น้ำเปล่าล้างได้ดีที่สุด ไม่เป็นความจริง
เพราะน้ำเปล่าไม่สามารถล้างสิ่งตกค้าง ความมันออกไปได้
โดยเฉพาะบ้านเราที่มีมลภาวะทางอากาศมากมาย
ทั้งฝุ่นควันและฝุ่นละอองตกค้าง ควรล้างหน้าให้สะอาดหมดจดนะคะ

การล้างหน้า เป็นวิธีขั้นพื้นฐานที่จะนำไปสู่สุขภาพผิวดี และทำให้แลดูอ่อนกว่าวัยได้
ดังนั้นอย่าละเลยต่อข้อปฏิบัติเหล่านี้กันนะคะ จะได้มีหน้าสวยใสกันไปนานๆค่ะ

Color Swatch Miss Candy Collection จาก L’OREAL


เพิ่งได้ลิปสติกเซ็ทใหม่จาก L’oreal มาค่ะ ต้องขอบคุณด้วยที่ส่งมาให้ลองนะคะ
ครั้งนี้ได้มาลองสองรุ่นค่ะ ไปดูกันทีละรุ่นเลยละกันเนอะ

Miss Candy by Nutrishine (399-)
ลิปสติกที่มอบคุณค่าการบำรุงริมฝีปากดั่งลิปบาล์ม ให้สีสันสดใสแบบลิปคัลเลอร์
และความแวววาวฉ่ำประกายดุจลิปกลอส มาพร้อม 5 เฉดสีใหม่ที่มีทั้งสีสัน
พร้อมกลิ่นหอมหวานของขนมอันแสนเย้ายวนใจ ชวนให้ลิ้มลอง

ปาดสีสันให้ดูบนท้องแขนก่อนเลยว่าสีสันเป็นยังไงกันบ้าง
ลิปรุ่นนี้ถ้าเราทาไปบนปากตรงๆจากแท่งเลย จะได้สีสันที่มีความสดใสเบาๆ
แต่ถ้าใช้แปรงทาลิปขยี้เนื้อลิปลงบนสปาทูล่าก็จะได้เม็ดสีที่ชัดแน่นขึ้นค่ะ

ริมฝีปากธรรมชาติของนุ่นจะเป็นคนที่สีปากเข้มโดยเฉพาะริมฝีปากบนและขอบปาก
ถ้าอยากให้สีออกชัดคงต้องใช้ลิปคอนซีลเลอร์ช่วยในการกลบสีปากเดิมก่อน
แต่ด้วยความที่เป็นคนปากมักจะลอกและแห้ง เลยขอลงตรงๆจากแท่งดีกว่า
ในบางภาพอาจเห็นได้ว่าสีปากเดิมยังคงกลบไม่มิดนะคะ

เริ่มที่สีแรก คือ Miss Caramel เฉดสีน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นหอมเหมือนช็อกโกแลตเลย
เป็นสีที่นุ่นชอบมาก เพราะจะโปรดปรานสีโทนนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากได้ลุคเป็นธรรมชาติ
ดูไม่มาก ไม่เยอะไป เหมาะกับทุกๆวันของเรามากค่ะ

Miss Marshmallow สีชมพูอ่อน ให้กลิ่นวานิลลาหอมหวาน เป็นสีที่ขอผ่านค่ะ
เพราะสีเจือสีขาวเยอะมากก แล้วปากเราเข้ม ทาออกมาไม่สวยเอาซะเลยเลย
บวกกับทาแล้วดูป่วยมาก แต่ดูจากรีวิวของสาวๆท่านอื่น บางคนทาสีนี้ออกมาโอเคเลยนะคะ

สำหรับอีกสีที่ไม่เข้ากับสีผิวของนุ่นคือ
Miss Strawberry สีชมพูเข้มขึ้นมาอีกนิด กลิ่นชวนให้นึกถึงลูกอมสตรอว์เบอรี่รสนมเลย
สีจากแท่งดูสวยมาก แต่ทาออกมาแล้วไม่เหมาะกับตัวเองเลยค่ะ
คนที่ผิวขาวๆ สีปากธรรมชาติมีชมพูมากๆน่าจะเหมาะกว่า

สี Miss Raspberry สีชมพูเข้มฉ่ำ มีกลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
สีนี้สวยมากกๆ ทาจากแท่งก็ดูสีสวยสดใส ใช้แปรงทาให้ลุคสีที่เข้มชัดขึ้น
ทาสีนี้แล้วให้ลุคดูเป็นสาวเปรี้ยวขึ้นมาเลย ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ สีนี้สีเดียวก็อยู่ค่ะ

มาถึงสีสุดท้ายคือ Miss Orange เฉดสีส้มอมแดง มีกลิ่นหอมอ่อนๆของส้ม
สีนี้เป็นอีกสีที่ทาแล้วสวยนะคะ ไม่แดงจนเหมือนเลือดกลบปากอะไรขนาดนั้น
เป็นแดงอมส้มใสๆ ทที่ทาแล้วช่วยขับผิวเราให้ขาวขึ้นด้วย

สำหรับลิปตระกูล Miss Candy นี้สีเข้มๆ อย่าง Miss Orange กับ Miss Raspberry
สองสีนี้ค่อนข้างจะติดทน แม้ว่าความมันวาวเหมือนลูกอมจะหลุดไปหมดแล้ว
แต่เม็ดสีก็ยังคงติดอยู่บนริมฝีปากเราอยู่นะคะ ไม่ได้หายไปซะหมดจนเหลือแต่ปากเปล่าๆ

มาถึง Miss Candy by Color Riche (399-)
ลิปสติกเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น สีสันติดทนนานตลอดวัน

ปาดบนท้องแขนให้ดูเนื้อสีกันชัดๆ ว่าสีสดขนาดไหนนะคะ

สำหรับสีแรก คือสี L’Or Electric สีน้ำตาลประกายทองแสนคลาสสิค
สีนี้ตอนเห็นครั้งแรก เอ้ย..มันแปลกมาก นึกไม่ออกเลยว่าทาแล้วจะออกมาเป็นยังไง
แต่ทาออกมาแล้วสวยเหมือนกันนะนี่ คือจะเป็นประกายเหลือบๆเคลือบริมฝีปาก
ช่วยให้ปากเราดูอิ่มสวย นุ่นว่าทาแท่งนี้ทาเดี่ยวๆก็สวยอ่ะ
แต่ถ้าบางคนไม่ชอบ ลองทาทับลิปสีอื่นๆก็น่าจะสวยไปอีกแบบค่ะ

และสีที่สอง สี Hypnotic Rose สีชมพูอมแดงประกายเหลือบสุดเปรี้ยว
เป็นสีที่สดมากกก เม็ดสีแน่นมาก สีชัดมากกกกก
เป็นสีแดงที่มีเหลือบชมพูเบาๆ ทาออกมาแล้วกลบสีปากสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์เลย
แถมติดทนสุดๆ คือเช็ดออกแล้วสีก็ยังแน่นอยู่เลย ตัวนี้ติดทนยันเย็นเลยค่ะ


มาดูภาพรวมของทั้ง 7 แท่งนี้ในวันนี้กันค่ะ
ใครชื่นชอบสีไหนลองไปเทสต์สีเคาน์เตอร์กันดูก่อนนะคะ
บางสีอาจะไม่เหมาะกับสีผิวเรา หรือบางสีที่เรากังวลว่าจะสดไป
เราอาจจะทาออกมาสวยชวนตะลึงก็ได้ค่ะ

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะมาทักทายกันที่บล็อกด้วยนะคะ

ประสบการณ์นวดหน้ากับผลิตภัณฑ์ Pond’s Gold Radiance



ได้รับคำชักชวนจากแบรนด์พอนด์สให้พาคุณแม่ไปนวดหน้าในช่วงวันแม่ค่ะ
กับงาน Pond’s Gold Radiance Pavillion ค่ะ
ซึ่งงานนี้ก็จัดขึ้นที่ลานกิจกรรม เซ็นทรัลลาดพร้าวมาตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง
และงานก็มีการจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 15 สิงหาคมนี้
ใครผ่านไปแถวนั้นลองแวะไปปสอบถามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมกันดูนะคะ ยังพอมีเวลาอีก 2 วันค่ะ

นุ่นเองไม่ได้อยู่กับคุณแม่เลยชวนเพื่อนไปแทน แต่คุณเพื่อนเกิดสิวบุกเลยไม่ได้นวดหน้า
นุ่นเลยฉายเดี่ยวนวดหน้าคนเดียวเลยค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการนวดหน้าครั้งนี้ก็คือ Pond’s Gold Radiance
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอนุภาคทองคำบริสุทธิ์
ทางสถาบันวิจัยพอนด์สก็ได้ทำการศึกษาและพบว่า
ทองคำมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องแอนตี้แบคทีเรีย
ทั้งยังช่วยนำโมเลกุลของออกซิเจนไปสู่ผิวโดยตรง
มีผลทำให้เซลล์ผิวทำงานดีขึ้น และกระบวนการผลัดเซลล์ผิวก็ดียิ่งขึ้น

จึงเหมาะอย่างยิ่งที่อนุภาคทองคำจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้แลดูกระจ่างใส
คืนความกระชับและอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของเราอีกด้วยค่ะ

สำหรับการปรนนิบัติผิวด้วยคอร์ส Extra Gold Mask Treatment นี้
ก็เริ่มที่ขั้นตอนการทำความสะอาดใบหน้าแล้วตามด้วยแผ่นเจลมาส์กทองคำแท้
ที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยให้ผิวดูสว่างใส

ครบ 20 นาทีจากการมาส์ก ต่อด้วย Gold Radiance Massage
การนวดหน้าด้วยแท่งแก้วคริสตัลโดยใช้เซรั่มสูตรเข้มข้น
เพื่อช่วยในการกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย
ซึ่งขั้นตอนนี้เพลินมากกก สบายหน้ามากๆเลยค่ะ

ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ได้ผิวใสๆกลับบ้านเรียบร้อย

ภายในงานมีการดูดวงด้วยไพ่พรหมญาณ โดยหมอดูเจี้ยบ หมอดูดวงชะตาชื่อดัง
เนื่องจากติดธุระต้องรีบไป เลยไม่ได้ดู แอบถ่ายพี่จอย บล็อกเกอร์คนสวยอีกท่านมาแทนค่ะ

ทางพอนด์สได้มอบผลิตภัณฑ์ชุด Pond’s Gold Radiance กลับบ้านมาให้ทดลองใช้ด้วย
แต่เนื่องจากนุ่นเองเคยใช้ผลิตภัณฑ์ชุดนี้มาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ เลยขอรีวิวผลการใช้งานไปด้วยเลยค่ะ

มาเริ่มที่ตัวแรก คือ Pond’s Gold Radiance Facial Foam
โฟมล้างหน้าที่มีเม็ดบีดส์สีทองเม็ดเล็กๆ ช่วยทำความสะอาดใบหน้าได้สะอาดหมดจด

เนื้อฟองครีมตัวนี้จะค่อนข้างนุ่ม และมีกลิ่นหอมตามสไตล์ของพอนด์สเลยค่ะ
ทำความสะอาดหน้าได้ดีไม่แห้งตึง เม็ดสครับไม่คม แต่ก็ควรเบามือในการใช้นะคะ

สำหรับชิ้นที่สองคือ Pond’s Gold Radiance Youthful Glow Day Cream SPF15 PA+++
ครีมสำหรับปกป้องแสงแดด ช่วยลดรอยด่างดำ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน
มีค่า spf15 สำหรับบ้านเราก็เหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบสาวออฟฟิสอยู่นะคะ
เพราะถ้า spf สูงมากๆ ส่วนผสมต่างๆก็จะถูกลดทอนลงไปด้วย
เราไม่ได้ตากแดดกันทั้งวัน spf ปริมาณเท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ

สำหรับตัวนี้เนื้อครีมจะไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่มีกลิ่นหอมรบกวน
เนื้อครีมแห้งเร็วพอสมควร ทิ้งไว้สักพักก็สามารถลงแป้งต่อได้เลย
ด้วยความที่เนื้อครีมมีส่วนผสมทองคำ เมื่อทาไปแล้วผิวเราจะมีประกายทองบางๆอยู่นะคะ
ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ผิวหน้าดูเหลือง เพราะพอเราลงแป้งก็จะได้ผิวที่ดูสว่างใสพอดีค่ะ

มาถึง Pond’s Gold Radiance Precious Youth Serum
เซรั่มใสที่มีส่วนผสมของอนุภาคทองคำบริสุทธิ์ พร้อมวิตามิน B3
ช่วยลดรอยด่างดำ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน และส่องประกายความอ่อนเยาว์

เป็นเซรั่มที่มีแผ่นทองคำปนอยู่แบบเห็นกันจะๆชัดเจนเลย
เนื้อเซรั่มบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะเอาไว้ให้รู้สึกไม่สบายผิว
พร้อมที่ให้เราลงตัวบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้เลย แถมยังมีประกายทองๆบนผิวด้วย

ผลิตภัณฑ์ Pond’s Gold Radiance เหมาะกับทุกเพศทุกวัยนะคะ
และเหมาะมากๆกับผู้ที่มีความกังวลเรื่องริ้วรอย และต้องการดูแลเรื่องริ้วรอยให้จางลง
ลองแวะไปทดสอบผลิตภัณฑ์ตามเคาน์เตอร์ของพอนด์สกันดูนะคะ
และสุดท้ายต้องขอบคุณพอนด์สที่ชวนเข้าร่วมกิจกรรมดีๆในครั้งนี้ด้วยค่ะ

Review : Coffret D’or New Collection


สวัสดีค่ะ กลับมาอัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆกันอีกแล้วค่ะ
เมื่อสัปดาห์ก่อนทาง Coffret D’or ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ลองใช้หลายชิ้น
พอลองแล้วรู้สึกติดใจ เลยจัดการเก็บข้อมูลแล้วมาแชร์ให้สาวๆได้อ่านกันค่ะ

สำหรับคอลเลคชั่นนี้เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นที่เน้นสร้างลุคให้ผิวดูสว่างใส
นุ่นได้มาลองทั้งหมดสี่ชิ้นค่ะ ไปดูกันดีกว่าว่ามีชิ้นไหนน่าสนใจบ้าง

มาดูที่ชิ้นแรกกันเลยกับ Coffret D’or BU Rouge สี BE-206
สีนี้เป็นสีโทนนู้ดน้ำตาลนะคะ สีใกล้เคียงสีปากธรรมชาติของนุ่นพอดี
ทาออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติมากก เนื้อลิปมีความชุ่มชื้นดีทีเดียว
ทาง่ายด้วย เพราะเนื้อลิปค่อนข้างเนียนลื่น ปาดจากแท่งก็เอาอยู่แล้วค่ะ

ตัวนี้เป็นรุ่น Long Keep ที่ติดทนนานหลาย ชม.
นุ่นทาตั้งแต่เช้า จนถึงก่อนเที่ยง สีมีเลือนไปบ้าง แต่ยังติดดีค่ะ
แต่ตามปกติของลิปที่พอทานข้าวก็หายหมด ต้องเติมต่อในช่วงบ่ายนะคะ

สำหรับชิ้นที่มีเพคเกจน่ารักๆอันนี้คือ Coffret D’or Shine Fit Eyes
เป็นอายแชโดว์เนื้อครีมที่มอบประกายวิ้งวับให้กับดวงตา
สามารถใช้ทาเดี่ยวๆ หรือใช้เป็นอายแชโดว์เบสก็ได้นะคะ
หรือว่าเราจะใช้ทาแทนไฮไลท์ก็ยังได้ค่ะ
จากรูปเป็นสีชมพู เบอร์ 01 และสีน้ำตาล เบอร์ 03

เนื้ออายแชโโว์ที่เป็นครีมแบบนี้ถ้าปาดบางๆจะออกประกายวาวๆ
แต่ถ้าเราปาดเบาๆแล้วค่อยๆทาทับเพิ่มไปทีละนิดก็จะเห็นสีที่ชัดเจนขึ้นค่ะ
จากที่ลองใช้เป็นอายแชโดว์เบสช่วยให้สีอายแชโดว์ชัดและติดทนขึ้นนะคะ

สำหรับแท่งที่หน้าตาคล้ายปากกาแท่งนี้คือ Coffret D’or Black Keep Liner
อายไลน์เนอร์ลิคควิดชนิดมีรีฟิลที่ให้เส้นคมชัด ทนเหงื่อและน้ำมันจากผิวค่ะ

มาดูกันชัดๆอีกนิดนะคะ ภายในกล่องก็จะมีวิธีการใช้มาให้เรียบร้อยเลย
ประกอบไม่ยากค่ะ แต่ต้องออกแรงกดนิดนึงนะคะ
ปริมาณหลอดของหมึกไลน์เนอร์เล็กๆแบบนี้ แต่ดูแล้วน่าจะใช้ได้นานเลยล่ะค่ะ
หมดแล้วก็ซื้อเติมได้ สะดวกดีนะคะ

สำหรับหัวพู่กันจะมี 2 รุ่นค่ะ หัวใหญ่ๆแบบนี้เป็นรุ่น standard ขนาดมาตราฐานทั่วไป
แต่ถ้าต้องการหัวเรียวเล็กเป็นพิเศษจะเป็นรุ่น Super Sharp ซึ่งจะเล็กเรียวทีเดียว
คุณสมบัติที่น่าสนใจอีกอย่างคือหัวแปรงสามารถก็ตั้งฉากได้แบบนี้
โดยที่หัวแปรงไม่พัง หมึกไม่ไหลเยิ้มด้วยค่ะ

ลองกรีดให้ดูกันว่าเส้นจะได้ขนาดปานกลาง แต่จากรูปนุ่นเขียนเป็นเส้นใหญ่เลย
สีเข้มดีค่ะ แต่ต้องย้ำๆนิดนึง ไม่ได้เข้มจัดซะทีเดียวนะคะ
คุณสมบัติที่ปลื้มใจมากคือ ใช้ผ่านไปหลาย ชม.ก็ไม่แพนด้าเลยยย
ปกติเป็นคนหนังตามันไวมากๆ จากที่ลองใช้ถือว่าสอบผ่านเรื่องคุมมันเลยค่ะ

ปิดท้ายด้วยรูปที่ลองใช้ Coffret D’or Shine Fit Eyes เบอร์ 01 สีชมพู เป็นอายเบส
แล้วลงต่อด้วยอายแชโดว์สีชมพูและคัดเบ้าด้วยสีน้ำตาลเบาๆ
เขียนขอบตาล่างด้วย pencill Liner ทั่วๆไป ถึงแค่กึ่งกลงตา
และปิดท้ายด้วยการกรีดทับด้วย Coffret D’or Black Keep Liner ค่ะ
แค่นี้ก็ได้ลุดใสๆ ดูเป็นธรรมชาติที่แต่งได้ในวันสบายๆหรือวันทำงานเลย

ใครสนใจลองแวะไปดูที่เคาน์เตอร์ของ Coffret D’or กันนะคะ
รุ่นนี้เป็น Limited Edition ด้วย ชอบชิ้นไหนต้องรีบตัดสินใจกันด่วนๆค่ะ

แนะนำครีมลดริ้วรอยแบรนด์ใหม่จากอเมริกา Kinerase (ไคเนเรส)


หลายคนคงยังไม่คุ้น หรืออาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อของแบรนด์นี้กันนะคะ
วันนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับ Kinerase เวชสำอำงชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา
ที่ตอนนี้ก็กำลังจะนำมาวางจำหน่ายในบ้านเราช่วงเดือนสิงหาคมนี้แล้วล่ะค่ะ
สำหรับ Kinerase ที่วางขายในเอเชียได้รับการพัฒนาสูตรให้อ่อนโยน
และผลิตให้เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชียโดยเฉพาะ
Kinerase มีการพัฒนาสินค้าขึ้นที่ห้องแล็ปผลิตเครื่องสำอางค์ที่ญี่ปุ่นและผลิตที่สิงคโปร์ค่ะ

มาดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Kinerase กันบ้างค่ะ
Kinerase เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักของ Kinetin (ไคเนติน)
ซึ่งเป็น Bio Growth Factor สำหรับเซลล์สิ่งมีชีวิตที่ถูกค้นพบในปี 1955
โดยจะทำหน้าที่ช่วยชะลอ และยับยั้งกระบวนการเสื่อมของเซลล์ผิว
สนับสนุนการเพิ่มจำนวน และการปรับตัวของเซลล์ผิว
ทำให้โครงสร้ำงพื้นฐานของผิวแข็งแรง และมีความยืดหยุ่น
โดยจะไม่เร่งการผลัดชั้นผิว หรือลอกเซลล์ผิวออก
แต่จะทำให้องค์ประกอบของชั้นผิวเพิ่มจำนวนในปริำมาณที่เหมาะสม
ทำให้ร่องลึกและริ้วรอยแลดูตื้นขึ้น พร้อมทั้งทำให้สีผิวแลดูจางลงมีสีผิวที่สม่ำเสมอ

ส่วนผสมต่างๆบนฉลากผลิตภัณฑ์ค่ะ

นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังเครมคุณสมบัติที่น่าสนใจเพิ่มมาให้อีกด้วยว่า
สำหรับคนที่ทำการรักษาริ้วรอยด้วยเลเซอร์ หรือทรีทเมนต์ผิวสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นี้ได้
เพราะจะช่วยให้เห็นผลดียิ่งขึ้น และยังสามารถใช้ร่วมกับ Moisturizer อื่นๆได้

Kinerase ก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

Kinerase Gentle Daily Cleanser
ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำหอม และ Paraben (วัตถุกันเสีย)

Kinerase Hydrating Antioxidant Mist
เป็น Dual function คือเป็นได้ทั้งโทนเนอร์และสเปรย์ระหว่าำงวันเพื่อคืนความสดชื่นสู่ผิว

Kinerase C6 Peptide Intensive Treatment
ครีมบำรุงผิวเข้มข้น ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าและช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอและเรียบเนียน

Kinerase Cream และ Kinerase Lotion
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยลดริ้วรอย และคงความชุ่มชื่นให้กับผิว

และ Kinerase Eye Cream
อายครีมที่บางเบา ทำให้ผิวชุ่มชื่นคืนความอ่อนเยาว์ให้กับดวงตา ช่วยให้ริ้วรอยรอบดวงตาจางลง

ซึ่งนุ่นมีโอกาสได้ทดลองใช้ Kinerase Cream มาเกือบเดือนแล้วล่ะค่ะ
วันนี้เลยขอแชร์ผลการใช้งานให้เพื่อนๆได้เก็บไว้เป็นข้อมูลกัน

Kinerase Cream มีส่วนผสมของ Kinetin ปริมาณ 0.1%
ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นและลดเลือนริ้วรอย โดยเฉพาะรอยเหี่ยวย่นบริเวณหางตา
และยังคงความชุ่มชื่นให้กับผิวเป็นอย่างดี
นอกจากนั้นยังช่วยปรับสีผิวที่เกิดจากการเพิ่มของการผลิตสีในเฉพาะจุด(hyperpigmentation) ให้เท่ากัน
และยังช่วยป้องกันจุดด่างดำที่เกิดจากรังสี UV ในแสงแดดได้อีกด้วย

Kinerase Cream ที่นุ่นใช้หลอดนี้เป็นสูตรพิเศษเฉพาะสำหรับผิวธรรมดาและผิวแห้ง
เป็นสูตร Hypoallergenic ที่ลดอาการแพ้และไม่มีส่วนผสมของ comedogenic (ไม่ก่อสิว)
ไม่ใส่สี และกลิ่นสังเคราะห์ใดๆทั้งสิ้น

Kinerase ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าสามารถลดริ้วรอย โดยเฉพาะบริเวณหางตา
Kinerase คงความเรียบเนียน ไร้ริ้วรอย และลดรอยจุดด่ำงดำในผิวให้หายไป

สภาพผิวโดยรวมไม่ค่อยมีริ้วรอยมากนัก จะมีชัดเจนบริเวณใต้ตา และระหว่างคิ้ว
สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีรอยคล้ำใต้ตา มีรอยสิวบ้างเล็กน้อย และมีกระเยอะบริเวณโหนกแก้ม

สำหรับผลการใช้งานของนุ่นผลที่ได้คือ
ผิวดูชุ่มชื้นขึ้น ไม่มีอาการแพ้ใดๆเกิดขึ้น ริ้วรอยบางๆที่ดูจางลงเล็กน้อย
ริ้วรอยร่องลึกบริเวณใต้ตายังไม่จางลง คงต้องใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องน่าจะเห็นผลที่ชัดเจน
สีผิวดูสว่างสม่ำเสมอกันดี เนื้อครีมข้นหนักแต่ไม่มัน ทาสักพักก็ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี
ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะให้รู้สึกไม่สบายผิว ภาพรวมของผิวดูดีขึ้นจากเดิมเยอะเลยค่ะ

จากข้อมูลของแบรนด์มีข้อแนะนำว่า
Kinerase จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง และจะเริ่มเห็น ผลใน 4-8 สัปดาห์ และจะเห็นผลที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยส่วนตัวใช้มาประมาณ 3 สัปดาห์ รู้สึกถึงสภาพผิวที่ค่อยๆดีขึ้น เชื่อว่าถ้าใช้อย่างต่อเนื่อง ริ้วรอยและปัญหาผิวต่างๆน่าจะดีค่ะ

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจในผลิตภัณฑ์ต่างของ Kinerase ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.kineraseasia.com/th
http://www.facebook.com/KineraseThailand

ขอบคุณ Kinerase ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ลองใช้ด้วยค่ะ